สหรัฐฯ ระดมย้ายขีปนาวุธพิสัยไกลล่องหนเกือบทั้งคลังไปใช้ในสงครามอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 - 11:12

  • มีคำสั่งให้ดึงอาวุธมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากคลังในมหาสมุทรแปซิฟิกออกมาเมื่อปลายเดือนมีนาคม

  • ประมาณ 2 ใน 3 ของขีปนาวุธนี้ในคลังอาวุธของสหรัฐฯ ถูกนำไปใช้ในสงครามกับอิหร่านแล้ว

  • บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน กำหนดอัตราการผลิตขีปนาวุธรุ่นพิสัยไกลไว้ที่ 396 ลูกในปี 2026

สหรัฐฯ ระดมย้ายขีปนาวุธพิสัยไกลล่องหนเกือบทั้งคลังไปใช้ในสงครามอิหร่าน

ขั้นตอนต่อไปในปฏิบัติทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน จะใช้ขีปนาวุธร่อนล่องหน JASSM-ER เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ โดยดึงมาจากคลังที่จัดไว้ในภูมิภาคอื่น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลจากบุคคลที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนว่า มีคำสั่งให้ดึงอาวุธมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากคลังในมหาสมุทรแปซิฟิกออกมาเมื่อปลายเดือนมีนาคม โดยขีปนาวุธที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในที่อื่นๆ รวมถึงในแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จะถูกย้ายไปยังฐานทัพของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือแฟร์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร

หลังจากการย้ายแล้ว จะเหลือขีปนาวุธ JASSM-ER เพียงประมาณ 425 ลูก จากคลังก่อนสงคราม 2,300 ลูก ที่พร้อมใช้งานสำหรับส่วนที่เหลือของโลก ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ประมาณ 17 ลำในภารกิจเดียว ส่วนอีกประมาณ 75 ลูก “ใช้งานไม่ได้” เนื่องจากความเสียหายหรือความบกพร่องทางเทคนิค

ขีปนาวุธ JASSM-ER หรือ Joint Air-to-Surface Missile-Extended Range สามารถบินได้ไกลกว่า 965 กิโลเมตร และถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายในระยะที่ปลอดภัยกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู

แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อรวมกับขีปนาวุธ JASSM ที่มีระยะทำการน้อยกว่า คือประมาณ 402 กิโลเมตรแล้ว ประมาณ 2 ใน 3 ของขีปนาวุธนี้ในคลังอาวุธของสหรัฐฯ ถูกนำไปใช้ในสงครามกับอิหร่านแล้ว

การจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นและอาวุธโจมตีระยะไกลเป็นประเด็นปัญหามาตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องจากการทดแทนสิ่งที่ใช้ไปแล้วนั้นจะต้องใช้เวลาหลายปีในการผลิตในระดับปัจจุบัน

ขีปนาวุธ JASSM-ER ของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน Photo by Lockheed Martin
ขีปนาวุธ JASSM-ER ของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน Photo by Lockheed Martin

สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนมาก เช่น JASSM-ER ในการโจมตี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อกำลังพล แต่ก็ลดจำนวนระบบที่เตรียมไว้สำหรับศัตรูที่มีศักยภาพมากกว่า เช่น จีน

สหรัฐฯ และอิสราเอลระบุว่า พวกเขาทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านไปเป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขาสามารถใช้อาวุธที่ราคาถูกกว่าในการโจมตีเป้าหมายในประเทศได้ แต่เครื่องบินรบ F-15E ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องบินรบ A-10 ก็ถูกยิงตก และเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยทางอากาศ 2 ลำถูกยิงโดยฝ่ายอิหร่าน ตามรายงานของ The New York Times

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้กล่าวว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในช่วง 4 สัปดาห์แรกของสงครามใช้ขีปนาวุธ JASSM-ER ไปมากกว่า 1,000 ลูก นอกจากนี้ เครื่องบินของสหรัฐฯ ยังยิงขีปนาวุธ 47 ลูกระหว่างการโจมตีเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาด้วย

สหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อขีปนาวุธ JASSM มากกว่า 6,200 ลูกตั้งแต่ปี 2009 และการผลิตขีปนาวุธ JASSM รุ่นพื้นฐานสำหรับใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ได้ยุติลงเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว

บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน กำหนดอัตราการผลิตขีปนาวุธรุ่นพิสัยไกลไว้ที่ 396 ลูกในปี 2026 แต่หากสายการผลิตซึ่งผลิตขีปนาวุธต่อต้านเรือ LRASM ด้วยนั้น หันมาผลิต JASSM อย่างเต็มรูปแบบ อาจผลิตได้มากถึง 860 ลูก

การจัดส่งขีปนาวุธ JASSM-ER จำนวนมากให้กับสงครามอิหร่านไม่ได้หมายความว่าจะใช้ทั้งหมด จนถึงขณะนี้มีการยิงจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 และ B-1B รวมถึงเครื่องบินขับไล่โจมตีแล้ว

Photo by Lockheed Martin

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์