ก่อนหน้านี้กลุ่มฮูษีในเยเมนซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังประกาศสนับสนุนอิหร่านมาหลายสัปดาห์และขู่ว่าจะเข้าร่วมการสู้รบกับสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อคืนวันศุกร์ (27 มี.ค.) โฆษกของกลุ่มแถลงผ่านโทรทัศน์ว่า “เราขอยืนยันว่านิ้วของเราอยู่ในไกปืนแล้วสำหรับการแทรกแซงทางทหารโดยตรง”
และในเช้าวันเสาร์ไกปืนก็ถูกเหนี่ยวเรียบร้อย ด้วยการเปิดฉากยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลจากเยเมนครั้งแรกนับตั้งแต่การสู้รบนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน
การแทรกแซงของกลุ่มฮูษีในขณะนี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่สงครามจะขยายวงกว้าง โดยมีแนวรบใหม่ในคาบสมุทรอาหรับ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ภัยคุกคามจากการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง อีกหนึ่งเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของโลก
เซบาสเตียน อัชเชอร์ นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลางของสำนักข่าว BBC รายงานถึงสิ่งที่น่าจับตามองหลังกลุ่มฮูษีออกมาเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกว่า อาจกลายเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น หากฮูษีคุกคามการเดินเรือในทะเลแดง ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกถูกอิหร่านปิดไปแล้วก่อนหน้านี้
เช่นเดียวกับ โมฮาหมัด เอลมาสรี ศาสตราจารย์จาก Doha Institute for Graduate Studies ที่เผยกับ Al Jazeera ว่า “ในช่วงสองปีครึ่งที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่ากลุ่มฮูษีมีอำนาจมาก และหากพวกเขาตัดสินใจที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งจะปิดกั้นการเข้าถึงทะเลแดงลาไปถึงคลองสุเอซ เราก็จะมีจุดคอขวดสำคัญสองแห่งคือ ช่องแคบฮอร์มุซและคลองสุเอซ” ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลกที่จำเป็นต่อการค้าระหว่างประเทศ
เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจนส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันและทำให้ผู้ผลิตต้องมองหาเส้นทางอื่นเพื่อส่งเชื้อเพลิงไปยังผู้ซื้อทั่วโลก หนึ่งในทางเลือกไม่กี่ทางนั้นคือ ต้องผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ ที่เชื่อมทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย
จากข้อมูลของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐฯ พบว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2023 มีก๊าซธรรมชาติมากกว่า 30 ล้านตันผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ รวมถึงการขนส่งสินค้าทางเรือจำนวนมหาศาล และน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลคิดเป็น 12% ของปริมาณทั้งหมด
ล่าสุด บริษัท ซาอุดีอาระเบีย อารามโก ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบหลายล้านบาร์เรลผ่านท่อส่งที่เชื่อมจากฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือยานบูทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซ
ตามข้อมูลของซาอุดี อารามโก ท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกไปตะวันตกนี้ขนส่งน้ำมันดิบได้เต็มกำลัง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากปริมาณเฉลี่ยต่อวันของปีที่แล้วถึง 2 เท่า ซึ่งช่วยชดเชยปริมาณน้ำมันประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ปกติจะต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในระดับหนึ่ง
แต่ตอนนี้เส้นทางนี้ก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบบับเอลมันเดบกว้าง 29 กิโลเมตร ทำให้เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีเป็นพิเศษ
นั่นคือสิ่งที่กลุ่มฮูษี ซึ่งควบคุมดินแดนทางชายฝั่งตะวันออก เคยทำมาก่อน โดยโจมตีเรือมากกว่า 100 ลำ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา หลังจากการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ส่งผลให้เรือสินค้ามากกว่า 100 ลำติดอยู่ที่นั่น จนบริษัทขนส่งทางเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่ไปใช้แหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้การเดินทางนานกินเวลาเพิ่มขึ้นอีกหลายสัปดาห์ ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกัน และค่าตอบแทนคนงานประจำเรือ
สีมู่อี่ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านน้ำมันดิบของ Kpler ตัวอย่างว่า การเดินทางจากรอตเตอร์ดัมไปยังสิงคโปร์ผ่านคลองสุเอซและช่องแคบบับอัลมันเดบใช้เวลาประมาณ 27 วัน ในขณะที่การเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจะทำให้การเดินทางยาวนานขึ้นเป็นประมาณ 40 วัน
สีเผยอีกว่า การปิดทางออกทางใต้ของทะเลแดงอาจทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น เรือ “จะต้องใช้เส้นทางที่ยาวกว่ามาก แล่นไปทางตะวันตกผ่านคลองสุเอซแล้วอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไปยังเอเชีย การเดินทางนี้จะใช้เวลาเกือบ 50 วันถึงจีน ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของเวลาที่ใช้ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ”

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 ถึงต้นปี 2025 กลุ่มฮูษีโจมตีเรือในทะเลแดงเกือบ 200 ครั้ง ทำให้เรือเสียหายกว่า 30 ลำ และยึดเรือไปอย่างน้อย 1 ลำ
การจราจรผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบและคลองสุเอซ (ทางตอนเหนือ) ลดลงประมาณ 50% ซึ่งไม่มากเท่ากับผลกระทบจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย แต่ก็สร้างความเสียหายอย่างมาก
หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก การปิดเส้นทางน้ำที่สำคัญทั้งสองแห่งพร้อมกันอาจก่อให้เกิดหายนะได้
โมฮัมเหม็ด มันซูร์ ปลัดกระทรวงสารสนเทศของกลุ่มฮูษี กล่าวในข้อความที่ส่งถึง CNN เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การปิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญเป็น “ทางเลือกที่ทำได้”
อ็อกซ์ลีย์จาก Capital Economics กล่าวว่า หากความรุนแรงกลับมาเกิดขึ้นในทะเลแดงและ “ปิดกั้น” การจัดหาวัตถุดิบน้ำมันดิบจากภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมันแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง เขาคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันโลก อาจพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ระหว่าง 130-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ
และยิ่งราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ สูงขึ้น ตั้งแต่ค่าโดยสารเครื่องบินไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
Photo by KARIM SAHIB / AFP





