ทรัมป์อาจจบศึกอิหร่านแล้วเก็บของกลับบ้าน ส่อแววทิ้งช่องแคบฮอร์มุซไว้ให้โลกแบกภาระ

2 เม.ย. 2569 - 16:40

  •   ทรัมป์บอกกับพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า ให้ “ไปหาน้ำมันกันเอง”

  • หากสงครามจบลงโดยที่อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซก็จะถือเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์

  • นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่

ทรัมป์อาจจบศึกอิหร่านแล้วเก็บของกลับบ้าน ส่อแววทิ้งช่องแคบฮอร์มุซไว้ให้โลกแบกภาระ

สำนักข่าว CNN วิเคราะห์เกี่ยวกับการจบสงครามอิหร่านไว้ว่า ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมจะจบสงครามกับอิหร่านแล้วเก็บของกลับบ้าน โดยทิ้งทุกอย่าง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ตอนนี้อิหร่านยังคุมอยู่ ไว้ข้างหลังให้ประเทศอื่น หรืออาจจะเป็นทั้งโลก ปวดหัวต่อกันเอง

ทรัมป์บอกกับพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้าร่วมวงการสู้รบในครั้งนี้ว่า ให้แบกรับผลที่จะตามมากันเอง โดยโพสต์หนึ่งใน Truth Social ของทรัมป์ระบุว่า “ไปหาน้ำมันกันเอง”

หลังจากทรัมป์โพสต์ไม่นาน แหล่งข่าวก็เผยกับ CNN ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารไม่สามารถรับประกันว่าจะฟื้นฟูการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อนที่จะประกาศว่าภารกิจสำเร็จลุล่วง

ต่อมาทรัมป์ให้สัมภาษณ์จากห้องทำงานรูปไข่ว่า สหรัฐฯ จะจบสงครามอิหร่าน “ภายใน 2-3 สัปดาห์” และว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบนั้น เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย”

อิหร่านใช้จุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปากอ่าวเปอร์เซียเพื่อสกัดกั้นการขนส่งน้ำมันที่สำคัญและควบคุมเศรษฐกิจโลก หากสงครามจบลงโดยที่อิหร่านควบคุมเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้ได้ ก็จะถือเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์

ท่ามกลางสัญญาณใหม่ๆ ที่บ่งชี้ว่าทรัมป์ต้องการยุติสงคราม ดูเหมือนเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะกำลังเตรียมคำพูดเพื่อปูทางในการยุติสงครามโดยไม่ต้องแก้ไขผลที่ตามมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการ “เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” ในอิหร่าน แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่เป็นเช่นนั้น

ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการกำหนดนิยามใหม่ของความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงทางเลือกที่ยากลำบากที่ทรัมป์ต้องเผชิญหลังจากสงครามดำเนินมาได้กว่า 1 เดือน และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกำหนดเส้นตาย 4-6 สัปดาห์ที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้สำหรับระยะเวลาของสงคราม

ความพยายามเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีกล่าวอ้างว่า มีการเจรจา “อย่างมีประสิทธิภาพ” กับอิหร่าน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในเตหะรานจะปฏิเสธเรื่องนี้ และไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าทางการทูตต่อสาธารณะ

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นแรงกดดันให้ทรัมป์รีบยุติความขัดแย้งก่อนที่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้กับชาวอเมริกันที่เหนื่อยหน่ายกับราคาสินค้าสูงอยู่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 4.06 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันพุธ (1 เม.ย.)

ผลสำรวจความคิดเห็นของ CNN ที่จัดทำโดย SSRS แสดงให้เห็นว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์ในด้านเศรษฐกิจลดลงเหลือ 31%

แต่การยุติสงครามโดยที่อิหร่านยังควบคุมช่องแคบนั้น จะถูกมองในระดับนานาชาติว่าเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และแน่นอนว่าอิหร่านจะอ้างชัยชนะเหนือสหรัฐฯ แต่ก็อาจจะดีกว่าสำหรับฝ่ายสหรัฐฯ เพราะความพยายามใดๆ ในการเปิดช่องแคบด้วยกำลัง จะเสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างหนัก และสงครามอาจยืดเยื้อจนทำให้ภาพลักษณ์ของทรัมป์ดูแย่ลง

แม้ทรัมป์จะบอกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ เพราะมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง แต่ โรสแมรี เคลานิค ประธานโครงการตะวันออกกลางศึกษาจากสถาบัน Defense Priorities เตือนว่า “แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันเป็นราคาในระดับโลก ดังนั้น ทุกคนในสหรัฐฯ และทุกคนทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำมันนี้”

ผลกระทบจากวิกฤตนี้อาจเป็นชนวนไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งผลกระทบจะย้อนกลับไปที่สหรัฐฯ เอง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีความสำคัญทางการเมือง

ผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่จะตามมาอีกประการหนึ่งคือ การแตกคอกับพันธมิตรในยุโรป เมื่อ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera เมื่อสัปดาห์นี้ว่า การตอบสนองของพันธมิตรสหรัฐฯ ต่อสงครามนั้น “น่าผิดหวังมาก” และบอกเป็นนัยว่าทรัมป์จะ “ทบทวน” พันธกรณีของสหรัฐฯ ที่มีต่อพวกเขาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง และทรัมป์เองก็เพิ่งบอกว่า นาโตเหมือน “เสือกระดาษ”

ในส่วนของผลกระทบต่อเอเชียเมื่อช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดนั้น ก็อย่างที่ทราบกันแล้วว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านของน้ำมันราว 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งโลก และน้ำมันเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งหน้ามายังเอเชีย ซึ่งพึ่งพาน้ำมันและก๊าซที่นำเข้ามาจากประเทศอ่าวอย่างหนัก

ที่เจ็บไปกว่าให้ประเทศอื่นที่พึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซหาทางเปิดช่องแคบนี้กันเองแล้ว ทรัมป์ยังถือโอกาสขายของด้วยการแนะนำให้ประเทศเหล่านี้ซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพราะ “เรามีเหลือเฟือ” และยังบอกว่าราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็วทันทีที่สงครามจบลง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ไม่ได้มองแบบนั้น แต่บอกว่า ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มจะคงอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน แม้ว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววันก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์ยังมองว่า เอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ และเราจะได้เห็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากระหว่างยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย เพื่อแย่งชิงสินค้า ซึ่งส่งผลให้ประเทศยากจนอื่นๆ ในโลกตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก

นอกจากนี้ หากมองแคบเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบไม่ได้มีเท่านั้น เพราะน้ำมันและก๊าซจากช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน การหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ยสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ประชาชนหลายร้อยล้านคนจากเอเชียถึงยุโรป และจากแอฟริกาถึงตะวันออกกลางไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ และไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในสิ่งที่ทรัมป์ทำ

แต่การตัดสินใจของทรัมป์กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราโดยที่เราเลี่ยงไม่ได้เลย

Photo by ALEX BRANDON / POOL / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์