ถ้าเด็กที่ตายในอิหร่านเป็นเด็กผิวขาวผมทองในยุโรปโลกจะไม่เงียบแม้จะผ่านไป 20 ปีก็ตาม

5 มี.ค. 2569 - 15:37

  •   ทางการอิหร่านอัพเดตจำนวนผู้เสียชีวิตครั้งล่าสุดไว้ที่ 168 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงอายุระหว่าง 7-12 ปี

  • ทางการอิสราเอลและสหรัฐฯ พยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการโจมตีโรงเรียนของอิหร่าน

  • ยูเนสโกประณามว่า การทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนประถม ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

ถ้าเด็กที่ตายในอิหร่านเป็นเด็กผิวขาวผมทองในยุโรปโลกจะไม่เงียบแม้จะผ่านไป 20 ปีก็ตาม

เช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เด็กหญิงพากันไปโรงเรียน “ชาจาเรห์ ตัยยิเบห์” (ต้นไม้ที่ดี) ในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่านตามปกติ ขณะที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ขณะที่นักเรียนเริ่มเรียนหนังสือ ขีปนาวุธก็พุ่งเข้าใส่โรงเรียน ทำลายอาคารและทำให้หลังคาถล่มลงมาทับเด็กและครู

ทางการอิหร่านอัพเดตจำนวนผู้เสียชีวิตครั้งล่าสุดไว้ที่ 168 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงอายุระหว่าง 7-12 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 95 คน

จนถึงขณะนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดคำถามขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็น ใครเป็นคนโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ เป็นการจงใจโจมตีโรงเรียนหรือไม่

เมื่อภาพความโหดร้ายแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ทางการอิสราเอลและสหรัฐฯ พยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้

อิสราเอลบอกว่าตัวเองไม่ทราบเรื่องการโจมตีโรงเรียนโดยสหรัฐฯ หรืออิสราเอล และเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการของตัวเองดำเนินไปด้วย “ความแม่นยำสูง”

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยระหว่างแถลงข่าวที่เพนตากอนว่า สหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยืนยันว่ากองกำลังอเมริกันไม่ได้โจมตีพลเรือน

ภาพนี้ถูกดึงมาจากรายการโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นสถานที่ที่เป็นจุดที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน Photo by - / IRIB TV / AFP
ภาพนี้ถูกดึงมาจากรายการโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นสถานที่ที่เป็นจุดที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน Photo by - / IRIB TV / AFP

เหตุการครั้งนี้มีจุดที่น่าสังเกตคือ เรื่องเงียบมาก

มีเพียงองค์การยูเนสโกเท่านั้นที่ประณามการโจมตีโรงเรียนประถมของอิหร่านแห่งนี้ โดยระบุว่า การทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนประถมระหว่างการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง และว่า นักเรียนในสถานที่ที่อุทิศให้กับการเรียนรู้ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

และ มาลาลา ยูซาฟไซ ที่บอกว่า “การสังหารพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และฉันขอประณามอย่างไม่มีเงื่อนไข” และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาค และให้มีการดำเนินการตามกฎหมายและรับผิดชอบ เธอยังเขียนอีกว่า “ทุกรัฐและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องพลเรือนและรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน เด็กทุกคนสมควรที่จะมีชีวิตและเรียนรู้ในความสงบสุข”

นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีการประณามจากบรรดาผู้นำทั่วโลกให้เห็น

นอกจากนี้ สื่อใหญ่ๆ โดยเฉพาะในตะวันตก ให้ความสำคัญกับข่าวนี้น้อยมาก การโจมตีโรงเรียนจนมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตเกือบ 200 คนไม่ได้เป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง หนำซ้ำสื่อบางเจ้ายังรายงานข่าวโดยการเลือกใช้ถ้อยคำที่ทำให้เหตุการณ์ดูเบาลง และไม่มีการระบุตัวคนกระทำ เช่น ใช้คำว่า “strike” (โจมตี) ไม่ได้บอกว่า “Israel/US bombing school” (สหรัฐฯ หรืออิหร่านทิ้งระเบิดใส่โรงเรียน) แต่หากเป็นกรณีอิหร่านโจมตีอิสราเอล พาดหัวข่าวจะใช้คำที่ระบุชัดเจน อาทิ “Iran missile kills civilians” (ขีปนาวุธอิหร่านสังหารพลเรือน) หรือใช้คำที่ลดความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว เช่น Iranian state media “claims” (สื่ออิหร่าน “อ้างว่า”)

แต่หากเหตุการณ์กลับกันเป็นว่า อิหร่านทิ้งระเบิดโรงเรียนแห่งหนึ่งในอิสราเอล และทำให้เด็ก 165 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวอิสราเอลเสียชีวิต ปฏิกิริยาจะเป็นอย่างไร

เรื่องนี้จะได้พื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งและเป็นข่าวสารในสื่อทุกเจ้า

ใบหน้าของเด็กเหล่านั้นจะปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เราจะได้เห็นภาพถ่ายของเด็กๆ ขณะเล่น ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับงานอดิเรกและความฝันของพวกเขา

เราจะได้ยินเสียงจากพ่อแม่ที่โศกเศร้า

นักการเมืองตะวันตกจะออกมาประณามความโหดร้ายของระบอบอิหร่าน

ภาพจากสำนักข่าว ISNA ของอิหร่าน แสดงให้เห็นผู้คนเข้าร่วมพิธีศพของเด็กๆ ที่เสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมินาบของอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 Photo by AMIRHOSSEIN KHORGOOEI / ISNA / AFP
ภาพจากสำนักข่าว ISNA ของอิหร่าน แสดงให้เห็นผู้คนเข้าร่วมพิธีศพของเด็กๆ ที่เสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมินาบของอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 Photo by AMIRHOSSEIN KHORGOOEI / ISNA / AFP

เท่าที่ Spacebar ค้นหาข้อมูล พบว่ามีเพียง โมฮาเหม็ด วัลล์ นักข่าวของสำนักข่าว Al Jazeera ที่บอกว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยต่อคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ว่า “พวกเขามุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และพยายามลงโทษระบอบการปกครอง ไม่ใช่ประชาชนชาวอิหร่าน”

วัลล์บอกอีกว่า “ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนชาวอิหร่าน แต่ตอนนี้เรากำลังเห็นพลเรือนเสียชีวิต นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลอิหร่านจะเน้นย้ำว่าเป็นกรณีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการรุกรานประชาชนชาวอิหร่าน”

นอกจากนี้ ในมุมของคนทั่วไปก็ไม่มีแฮชแท็กติดเทรนด์ เช่น #JusticeForMinab เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้เด็กๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกือบ 200 คนนั้น

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ซึ่งเกิดเมื่อ 19 ปีที่แล้ว ของ แมเดลีน แมคแคนน์ เด็กหญิงชาวอังกฤษวัย 3 ขวบคนหนึ่ง ที่กลายเป็นคดีดังระดับโลกที่สื่อทั้งในและนอกประเทศในช่วงเวลานั้นต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และเป็นข่าวใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 30 ปีของประเทศอังกฤษ เป็นรองแค่ข่าวเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิตเท่านั้น

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2020  แสดงภาพของ แมเดลีน แมคแคนน์ Photo by HANDOUT / METROPOLITAN POLICE / AFP
ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2020 แสดงภาพของ แมเดลีน แมคแคนน์ Photo by HANDOUT / METROPOLITAN POLICE / AFP

วันที่ 3 พ.ค. 2007 วันเกิดเหตุ แมเดลีนอยู่ระหว่างพักผ่อนตากอากาศกับครอบครัวที่โปรตุเกส พ่อแม่ของเธอไปรับประทานอาหารเย็นกับกลุ่มเพื่อนที่ร้านอาหารในบริเวณรีสอร์ท แมเดลีนและน้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเธอพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 90 เมตร

ผู้ใหญ่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลลูกๆ ในช่วงเย็น แต่เมื่อถึงคิวของ เคท แมคแคนน์ แม่ของแมเดลีน เธอก็พบว่าแมเดลีนหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา

ตำรวจอังกฤษตั้งทีมสืบสวนคดีนี้ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Grange ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 13.2 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปีที่แล้ว และเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ยังได้รับเงินเพิ่มอีก 108,000 ปอนด์จากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

และจนถึงปัจจุบันก็ยังมีสื่อตามข่าวนี้อยู่ตลอด (ตลอดที่แปลว่าตลอดจริงๆ ไม่เคยหายไปจากหน้าสื่อ) ล่าสุดคือเมื่อวานนี้ที่มีรายงานข่าวว่า เกิดความไม่พอใจขึ้นเมื่อผู้ต้องสงสัยลักพาตัวแมเดลีนย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ใกล้กับโรงเรียนประถมในเมืองที่เขาเคยอาศัยอยู่ หลังเพิ่งออกจากคุกในคดีข่มขืนหญิงวัย 72 ปี

ต่างจากข่าวของเด็กๆ อิหร่านที่มีพื้นที่สื่อเล็กๆ รายงานข่าวเพียงไม่กี่นาที จากนั้นก็แทบไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่พวกเขาเสียชีวิตเกือบ 200 คน

Photo by - / IRANIAN PRESS CENTER / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์