ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน สหรัฐฯ ได้ระดมกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเตือนว่า สหรัฐฯ “พร้อมรบ” และการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่สังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ทำให้กำลังทหารเหล่านั้นมีเป้าหมายในการทำลายล้าง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เผยแพร่รายชื่ออาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่ใช้ในสงครามกับอิหร่านจนถึงปัจจุบัน
นี่คือภาพรวมของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไปแล้วในปฏิยัติการ “Operation Epic Fury”

เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 เครื่องบินทิ้งระเบิดปีกค้างคาว ซึ่งมีราคามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต 4 เครื่อง B-2 สามารถบรรทุกอาวุธธรรมดาหรืออาวุธนิวเคลียร์ได้ มีพิสัยทำการข้ามทวีป และสามารถเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้
โดยปกติแล้ว B-2 จะมีลูกเรือ 2 คน และบินจากฐานทัพอากาศไวท์แมนในรัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นฐานทัพหลักของเครื่องบินรุ่นนี้ เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้วในภารกิจโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งใช้เวลาบินไปกลับ 34 ชั่วโมง
ภารกิจเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดำเนินการโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวน 7 ลำ จากทั้งหมด 19 ลำในฝูงบิน โดยลำอื่นๆ ถูกใช้สำหรับการเดินทางล่อเป้าไปยังฮาวาย ครั้งนั้นใช้ระเบิดธรรมดาที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งก็คือระเบิดเจาะเกราะขนาดใหญ่ (Massive Ordnance Penetrator) น้ำหนัก 30,000 ปอนด์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง
ในครั้งนี้ใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ โจมตีฐานติดตั้งขีปนาวุธของอิหร่าน

โดรนโจมตีแบบใช้ครั้งเดียว LUCAS ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ถือเป็นการใช้โดรนดังกล่าวในการรบครั้งแรกของสหรัฐฯ เป็นโดรนที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมาก มีต้นแบบมากจากโดรน Shahed 136 ของอิหร่าน
CENTCOM ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “โดรนราคาประหยัดเหล่านี้ ซึ่งจำลองมาจากโดรน Shahed ของอิหร่าน กำลังถูกสหรัฐฯ ใช้เพื่อตอบโต้การกระทำของอิหร่าน”

เรือรบสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีของสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามครั้งนี้
เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำ คือ ยูเอสเอส อัลราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) อยู่ในตะวันออกกลางเมื่อการโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้น โดยเรือลินคอล์นอยู่ในทะเลอาหรับ และเรือฟอร์ดอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งอิสราเอล
CENTCOM ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอของเครื่องบินขับไล่ F/A-18 และ F-35 ที่ขึ้นบินและลงจอดบนเรือลินคอล์น ส่วนเรือฟอร์ดไม่ได้ประจำการเครื่องบิน F-35
วิดีโอจากสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถียิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก เรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์เบิร์กของสหรัฐฯ ซึ่งมีจำนวนหนึ่งอยู่ในภูมิภาคนี้ สามารถบรรทุกขีปนาวุธโทมาฮอว์กได้มากถึง 96 ลูก
เรือพิฆาตเหล่านี้ พร้อมด้วยระบบป้องกันขีปนาวุธ Aegis สามารถใช้เพื่อปกป้องเรือบรรทุกเครื่องบินที่มักแล่นร่วมด้วย และทรัพย์สินบนฝั่งได้เช่นกัน
ระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตและ THAAD: ระบบแพทริออตและ THAAD (Terminal High-Altitude Area Defense) ถูกใช้เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่เข้ามา
จำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตและ THAAD ที่ยิงออกไปแล้วยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่อิหร่านได้ส่งโดรนและขีปนาวุธหลายพันลูกไปยังเป้าหมายต่างๆ ทั่วตะวันออกกลาง และนักวิเคราะห์ต่างแสดงความกังวลว่าจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้น ซึ่งถูกใช้ไปในสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว และจากการส่งให้ยูเครนเพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย อาจเหลือน้อยลงหากอิหร่านยังคงโจมตีตอบโต้เป็นเวลานาน
เครื่องบินขับไล่ CENTCOM ระบุว่า เครื่องบินขับไล่หลายรุ่นได้เข้าร่วมปฏิบัติการในช่วงวันแรกๆ ของสงคราม ซึ่งรวมถึง F-16 ที่ประจำการในกองทัพอากาศ และ F/A-18 ที่ประจำการในกองทัพเรือและนาวิกโยธิน
CENTCOM กล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-22 และ F-35 ของกองทัพอากาศ ซึ่งประจำการในกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธิน ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน โดยไม่ได้ระบุภารกิจที่เฉพาะเจาะจง รวมทั้งเครื่องบินขับไล่โจมตีสองเครื่องยนต์ A-10 ของกองทัพอากาศ
CENTCOM ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ F/A-18 และเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์เดียว F-35 ปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน
เครื่องบินโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G EA-18G Growler พัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ F/A-18 ติดตั้งพ็อดรบกวนสัญญาณ ระบบต่อต้านการสื่อสาร และเรดาร์ เพื่อระบุและปราบปรามภัยคุกคามทางอิเล็กทรอนิกส์ของศัตรู เครื่องบินเจ็ต 2 เครื่องยนต์นี้ยังสามารถติดตั้งขีปนาวุธที่ติดตามเป้าหมายการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เรดาร์และศูนย์สื่อสารได้อีกด้วย

เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (AWACS) สหรัฐฯ ใช้ AWACS 2 ประเภท ได้แก่ E-3 Sentry ของกองทัพอากาศ และ E-2 Hawkeye ของกองทัพเรือ
AWACS ของกองทัพอากาศเป็นเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์ที่ดัดแปลงมาจากแพลตฟอร์มเครื่องบินโดยสารโบอิง 707 เครื่องบินเหล่านี้ติดตั้งโดมเรดาร์ทรงกลมขนาดใหญ่ที่หมุนได้บนโครงค้ำสูง 11 ฟุตเหนือลำตัวเครื่องบิน ด้วยระยะทำการประมาณ 402 กิโลเมตร AWACS สามารถระบุและติดตามเครื่องบินและเรือข้าศึก และตรวจสอบข้อมูลสนามรบโดยละเอียดของกองกำลังสหรัฐฯ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์บัญชาการและเรือในทะเล
ส่วน Hawkeye ของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นเครื่องบินเทอร์โบพร็อป 2 เครื่องยนต์ ก็ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกันขณะปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ
เครื่องบินถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารทางอากาศ CENTCOM ไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่เครื่องบิน EA-11 BACN ของกองทัพอากาศถูกพบเห็นในตะวันออกกลางในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนการโจมตี
Bombardier บริษัทผู้ผลิต กล่าวว่า EA-11 ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ 2 เครื่องยนต์ มักถูกเรียกว่า “Wi-Fi บนท้องฟ้า” และใช้ “เพื่อเชื่อมต่อเสียงและข้อมูลทางยุทธวิธีระหว่างกองกำลังทางอากาศและทางบก ในขณะที่เอาชนะอุปสรรคต่างๆ เช่น ภูเขา ภูมิประเทศที่ขรุขระ หรือระยะทาง”
เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A สร้างขึ้นจากโครงสร้างเครื่องบินพาณิชย์โบอิง 737 เครื่องบินเจ็ต 2 เครื่องยนต์ของกองทัพเรือซึ่งมีชื่อว่า โพไซดอน ใช้สำหรับสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูล การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน
เครื่องบินลาดตระเวน RC-135 บรรทุกลูกเรือมากกว่า 30 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง หรือแม้แต่ช่างซ่อมบำรุงระหว่างบิน RC-135 เป็นเครื่องบินที่ใช้งานอย่างต่อเนื่องในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ นับตั้งแต่สงครามเวียดนาม
เครื่องบินเจ็ต 4 เครื่องยนต์ซึ่งสร้างขึ้นขากโครงสร้างเครื่องบินพาณิชย์โบอิง 707 ให้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์
MQ-9 Reapers กองทัพอากาศอธิบายว่า โดรน MQ-9 ที่ควบคุมจากระยะไกลด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเดี่ยว เป็นเครื่องบินโจมตีหลักเพื่อโจมตี “เป้าหมายระดับสูง เคลื่อนที่เร็ว และมีความสำคัญเร่งด่วน” MQ-9 บรรทุกขีปนาวุธ Hellfire และระเบิดนำวิถีที่สามารถใช้โจมตีรถถังหรือกำลังพลของศัตรู และบินวนอยู่เหนือพื้นที่การรบเพื่อลาดตระเวนและรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง

M-142 HIMARS ระบบจรวดปืนใหญ่เคลื่อนที่เร็วของกองทัพบกติดตั้งอยู่บนรถบรรทุกสามเพลา และคุณสมบัติที่ผู้ผลิตอย่างล็อกฮีดมาร์ตินเรียกว่า “ยิงแล้วเคลื่อนที่” ซึ่งหมายความว่า สามารถยิงและเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งใหม่ได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะเผชิญกับการโจมตีตอบโต้
HIMARS สามารถบรรทุกจรวดที่มีระยะทำการมากกว่า 482 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับภารกิจที่ต้องการ CENTCOM เผยแพร่คลิปวิดีโอการยิงกระสุนเดี่ยวของ HIMARS ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามกับอิหร่าน
ยานพาหนะเติมเชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึงทั้งเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศและเรือขนส่งเสบียงในทะเล
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ KC-135 4 เครื่องยนต์ ซึ่งดัดแปลงมาจากโครงสร้างเครื่องบินโบอิง 707 และ KC-46 2 เครื่องยนต์ ซึ่งดัดแปลงมาจากโบอิง 767 การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ที่บินระยะไกลไปยังตะวันออกกลางจากแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ แต่เครื่องบินในภูมิภาคนี้สามารถเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้เพื่อให้อยู่ใกล้สนามรบได้นานขึ้น
เรือรบของสหรัฐฯ เติมเชื้อเพลิงกลางทะเลจากเรือขนส่งเสบียงซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยลูกเรือพลเรือน การเติมเชื้อเพลิงเกิดขึ้นในขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ โดยมีการยิงท่อข้ามน้ำจากเรือขนส่งเสบียงไปยังเรือรบ คล้ายกับสถานีบริการน้ำมันเคลื่อนที่กลางมหาสมุทร
เครื่องบินขนส่งสินค้า เครื่องบินเจ็ต C-17 Globemaster และเครื่องบินใบพัด C-130 Hercules ขนส่งกระสุนและกำลังพลจำนวนมากที่ใช้ในการโจมตีอิหร่านไปยังตะวันออกกลาง
Photo by - / US NAVY / AFP






