ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสหรัฐฯ บอกว่า นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีการเลือกตั้งกลางเทอมเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่พรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ไม่ได้สูญเสียที่นั่งในรัฐสภา คือ ในสมัยของ บิล คลินตั จากพรรคเดโมแครตในปี 1998 และสมัย จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของพรรครีพับลิกันในปี 2002 และการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดนี้ก็ตอกย้ำประวัติศาสตร์ที่ว่าอีกครั้ง
นักรัฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “บทลงโทษสำหรับประธานาธิบดี” หรือ “บทลงโทษช่วงกลางวาระ” เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นช่องทางในการตรวจสอบการทำงานของทำเนียบขาว อย่างในสมัยรัฐบาลทรัมป์ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันไม่พอใจเกี่ยวกับค่าครองชีพและสงครามที่สหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนราคาสินค้าขึ้นราคาตามไปด้วย ส่งผลให้คะแนนนิยมของทรัมป์ต่ำสุดเฉียดจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ชัยชนะไม่ว่าจะในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะเปิดโอกาสให้พรรคเดโมแครตควบคุมทรัมป์ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่งได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มอบอำนาจบางประการแก่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

เดโมแครตทำอะไรได้บ้างหากคุมสภาผู้แทนราษฎร
การควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะทำให้พรรคเดโมแครตมีเครื่องมือหลายอย่างในการต่อสู้กับทรัมป์ เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรควบคุมร่างกฎหมายงบประมาณและหน่วยงานตรวจสอบหลักของรัฐสภา คือ คณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายเพื่อเพิ่มรายได้จากภาษีก็เริ่มต้นในสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน
เมื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตจะได้ดำรงตำแหน่งประธานของคณะกรรมการสภาคองเกรสทั้งหมด ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการร่างกฎหมายในเขตอำนาจของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการด้านเกษตรกรรมและกองทัพ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก
ประธานคณะกรรมการยังมีอำนาจฝ่ายเดียวในการเริ่มการสอบสวนและออกหมายเรียกพยาน ซึ่งเป็นอำนาจที่พรรคเดโมแครตอาจใช้เพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐ พันธมิตรทางการเมือง หรือผู้ร่วมงานของทรัมป์ มาให้การภายใต้คำสาบานและส่งมอบเอกสารของฝ่ายบริหาร
สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนก็เริ่มจองกฐินเตรียมสอบสวนบรรดาบริษัทที่ได้ผลประโยชน์จากรัฐบาลทรัมป์ อาทิ บริษัท AI และธุรกิจของครอบครัวทรัมป์
นอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตยังมีอำนาจในการร่างและลงมติในญัตติถอดถอนประธานาธิบดีและคณะรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวอาจมีจำกัด ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนถึง 2 ครั้ง ในข้อหาต่างๆ อาทิ การใช้อำนาจในทางมิชอบและการยุยงให้เกิดการก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ได้รับการตัดสินให้พ้นผิดโดยวุฒิสภาทั้งสองครั้ง
ดังนั้นหากยืนถอดถอนไปก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้สำหรับพรรคเดโมแครตว่า การสอบสวนที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีความหมายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร จึงพุ่งเป้าไปที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จากกรณีการบริหารจัดการสงครามในอิหร่านและเพนตากอน
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังสามารถควบคุมการจัดสรรงบประมาณของสหรัฐฯ ได้มากขึ้น เนื่องจากร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายได้จากภาษีทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตจึงอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าในการกดดันพรรครีพับลิกัน แม้ว่าจะต้องใช้วิธีที่อาจทำให้รัฐบาลต้องหยุดชะงัก (government shutdown) ก็ตาม
ประธานสภาผู้แทนราษฎรยังมีอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายของพรรครีพับลิกันในระหว่างที่ร่างกฎหมายเหล่านั้นยังอยู่ในสภา โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า ร่างกฎหมายฉบับใดจะได้รับการลงมติ และยังมีอำนาจในการถ่วงเวลาร่างกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันออกไปอย่างไม่มีกำหนด
เดโมแครตทำอะไรได้บ้างหากคุมวุฒิสภา
การครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจเหนือกระบวนการให้ความเห็นชอบ (confirmation process) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดีในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝ่ายบริหาร รวมถึงตุลาการศาลสูงสุด รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี และหัวหน้าหน่วยงานรัฐบาลกลางต่างๆ เช่น เอฟบีไอ ซีไอเอ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE)
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาพูดอย่างเปิดเผยว่า เหตุผลประการหนึ่งที่พรรคของเขาควรคว้าชัยชนะเพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาก็คือ เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัมป์แต่งตั้ง “ตุลาการที่เลวร้าย หรือตุลาการแนวทาง MAGA เข้าสู่ศาลสูงสุดและศาลชั้นต้นต่างๆ”
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา พวกเขาก็จะสามารถเข้าควบคุมคณะกรรมการต่างๆ ในวุฒิสภาได้เช่นเดียวกับในสภาผู้แทนราษฎร (เช่น คณะกรรมการข่าวกรองหรือคณะกรรมการการเงิน) ซึ่งจะเปิดแนวรบทางกฎหมายที่สองเพื่อต่อต้านทรัมป์และพันธมิตรของเขา
นอกจากนี้ การควบคุมวุฒิสภาจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของประเทศ รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องได้รับเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ในการให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า เดโมแครตต้องการเพียง 34 ที่นั่งก็สามารถขัดขวางสนธิสัญญานั้นได้แล้ว
หากพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในวุฒิสภา จะทำให้พรรคเดโมแครตควบคุมวาระการประชุมของวุฒิสภาได้ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถขัดขวางความพยายามของพรรครีพับลิกันในการกำหนดนโยบายต่างประเทศโดยการปฏิเสธการพิจารณาร่างกฎหมายในคณะกรรมการได้

เดโมแครตทำอะไรได้บ้างหากคุมทั้งสองสภา
หากพรรคเดโมแครตชนะทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้พรรคสามารถใช้กฎหมายการทบทวนของสภาคองเกรส (Congressional Review Act) ได้ โดยภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางปี 1996 นี้ รัฐสภาที่เป็นเอกภาพสามารถใช้เครื่องมือนี้เพื่อยกเลิกกฎระเบียบที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลกลาง และห้ามไม่ให้หน่วยงานเหล่านั้นออกกฎระเบียบที่คล้ายคลึงกันในอนาคต
หากสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครต พรรครีพับลิกันก็จะไม่สามารถใช้เครื่องมือพิเศษด้านงบประมาณที่เรียกว่า “การประนีประนอม” เพื่อผลักดันร่างกฎหมายได้
ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ต้องการเสียงข้างมากธรรมดา 51 เสียงในวุฒิสภาเพื่อผ่านหลังจากการอภิปรายสิ้นสุดลง แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจำเป็นต้องมีเสียง 60 เสียงเพื่อยุติการอภิปรายและนำร่างกฎหมายไปสู่การลงคะแนนขั้นสุดท้าย ดังนั้น เสียงข้างมากพิเศษ 60 เสียงจึงกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการยุติการขัดขวางการลงมติและผ่านร่างกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติสามารถใช้การประนีประนอมเพื่อผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและภาษีในวุฒิสภาด้วยเสียงข้างมากธรรมดา 51 เสียง ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงอุปสรรคนี้
สงครามอิหร่านจะไปต่อหรือพอแค่นี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว Axios เมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) ว่า มีแนวโน้มมากขึ้นว่าทรัมป์จะอนุมัติปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่านหากพรรครีพับลิกันแพ้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม
“หากเขารู้สึกอับอายหรือถูกตัดสิทธิ์ เขาก็จะตัดสินใจทำอะไรที่กล้าบ้าบิ่น” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับ Axios พร้อมเสริมว่า นี่คือข้อความที่กำลังถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่อิหร่าน นี่คือข้อความที่กำลังถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่อิหร่าน ซึ่งได้รับแจ้งว่าโอกาสที่ดีที่สุดในการบรรลุข้อตกลงคือช่วงเวลานี้
ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยบอกกับ Axios ว่า ผลการเลือกตั้งจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านแต่อย่างใด
CGTN America เครือข่ายสถานีโทรทัศน์จีนในสหรัฐฯ ระบุว่า ถ้าพรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะ ทรัมป์อาจเปิดฉากโจมตีทางทหารขนานใหญ่ในทันที โดยพุ่งเป้าเล่นงานแหล่งที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อบีบให้อิหร่านยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม หากรีพับลิกันเป็นฝ่ายแพ้ ทรัมป์อาจเลือกโจมตีหนักหน่วงกว่าเดิมและประกาศชัยชนะ เพื่อรักษาหน้า ก่อนที่สภาคองเกรสชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่

ทรัมป์มีไพ่เด็ดที่เรียกว่า ‘วีโต้’
ทรัมป์พร้อมจะใช้อำนาจสูงสุดหากพรรคเดโมแครตเข้ามามีอำนาจควบคุมสภาคองเกรส เนื่องจากร่างกฎหมายทุกฉบับที่ผ่านการเห็นชอบจากทั้งสองสภาแล้วจะถูกส่งมาให้ประธานาธิบดีลงนามจึงจะบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ หากประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้สิทธิ์วีโต้ตีกลับร่างกฎหมายนั้นๆ ไปสภาคองเกรส
หากพรรคเดโมแครตต้องการให้ร่างกฎหมายที่ประธานาธิบดีตีกลับมาผ่าน ก็ต้องรวบรวมเสียงโหวตให้ได้ 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา ไม่อย่างนั้นก็ทพอะไรทรัมป์ไม่ได้ และจากการประเมินในขณะนี้ แม้จะครองเสียงข้างมากแต่เสียงเดโมแครตในสภาก็ไม่น่าจะถึง
“ผมมีอำนาจสูงสุด นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘การใช้สิทธิ์ยับยั้ง (veto)”
— ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับ CBS News ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นกรณีพิเศษ ก่อนที่คูหาเลือกตั้งทั่วประเทศจะปิดลงในการเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตอาจครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในปีหน้า
ทรัมป์ระบุว่า เขาพร้อมที่จะใช้สิทธิ์ยับยั้งร่างกฎหมายของพรรคเดโมแครตหากจำเป็น และเขาก็ยินดีหากจะถูกเรียกว่า “มิสเตอร์วีโต้”
ทรัมป์ยังเชื่อว่า อำนาจในการใช้สิทธิ์วีโต้ของเขาอาจบีบให้พรรคเดโมแครตต้องหันมาเจรจาตกลงร่วมกับเขาในที่สุด เพื่อผ่านงบประมาณแผ่นดินหรือกฎหมายสำคัญๆ
“ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีการใช้สิทธิ์วีโต้ไปสักสองสามเดือน อีกฝ่ายก็จะเดินเข้ามาบอกว่า ‘เราต้องมาตกลงกันสักหน่อยแล้ว” ทรัมป์บอก
ถ้อยคำของทรัมป์บ่งชี้ว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภาในปีหน้า หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาทั้งสองแห่งได้ โดยทรัมป์ยังยืนยันด้วยว่า เขาอาจยกระดับการใช้อำนาจฝ่ายบริหารให้มากขึ้น หากพรรคเดโมแครตพยายามจำกัดบทบาทของเขาในรัฐสภา
Photo by KENT NISHIMURA / AFP





