อนุทินเปิดใจกับนิตยสาร TIME การชนะเลือกตั้งมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก

9 ก.พ. 2569 - 16:52

  •   ชัยชนะของอนุทินเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังการปะทะกันอย่างนองเลือดระหว่างไทยกับกัมพูชา

  • ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยเป็นเครื่องยืนยันข้อโต้แย้งของอนุทินที่ว่า คนไทยไม่ได้ต้องการการปฏิรูป

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไทย

อนุทินเปิดใจกับนิตยสาร TIME การชนะเลือกตั้งมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก

นิตยสาร TIME เผยแพร่บทความเรื่อง What Prime Minister Anutin Charnvirakul’s Election Means for Thailand and the World (การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล มีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก) โดยระบุ 5 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับแผนการของนายกฯ อนุทินสำหรับประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน

1.อิทธิพลของกองทัพจะยังคงอยู่ต่อไป

TIME ระบุว่า ชัยชนะของอนุทินเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังการปะทะกันอย่างนองเลือดระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือนเหนือพรมแดนที่พิพาทกัน ในขณะที่ขบวนการก้าวหน้าเรียกร้องให้ลดบทบาทของกองทัพที่ใหญ่โตเกินไปในการเมืองและธุรกิจ

ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนนี้กลับกระตุ้นให้อนุทินแสดงตัวเป็นผู้รักชาติที่แข็งกร้าว ปกป้องความภาคภูมิใจและความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ นายกฯ อนุทินยังเผยกับ TIME กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็น “คนฉลาดและมีความสามารถมาก” และว่า “ผมเคารพเขามาโดยตลอด”

ในขณะที่กล่าวโทษกัมพูชาว่าเป็นต้นเหตุของการนองเลือด อนุทินได้พูดถึงความจำเป็นในการประสานแผนที่ภูมิภาคเพื่อแก้ไขข้อพิพาทอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม อนุทินปฏิเสธที่จะดึงอำนาจทางการเมืองด้านความมั่นคงชายแดนกลับคืนมา เนื่องถูกถ่ายโอนไปยังกองทัพแล้ว ทำให้ผู้บัญชาการทหารมีอำนาจเต็มที่ในการตอบโต้การล่วงละเมิดที่รับรู้ได้ด้วยกำลังถึงตาย “ทุกการเคลื่อนไหว เราจะนั่งด้วยกันและตัดสินใจร่วมกัน ดังนั้นเราจึงทำงานเป็นทีม” อนุทินเผย “ผมไม่จำเป็นต้องนำอำนาจใดๆ กลับมา”

2.ความเจ็บปวดของพรรคก้าวหน้า

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรคประชาชน ซึ่งหวังจะต่อยอดความสำเร็จจากการเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2023 ที่ได้รับเสียงข้างมากถึง 151 ที่นั่ง (อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลถูกวุฒิสภาขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และต่อมาถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค) ในขณะที่การสนับสนุนกองทัพอย่างสุดโต่งเป็นอาวุธลับของอนุทิน แต่ทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพกลับกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคก้าวหน้า แม้จะได้รับคะแนนเสียงมากเป็นอันดับสอง แต่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย และให้คำมั่นว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอนุทินต่อไป โดยณัฐพงษ์กล่าวกับผู้สนับสนุนที่กำลังร้องไห้ว่า “อย่าสิ้นหวัง เรามาไกลขนาดนี้แล้ว”

TIME ระบุว่า แน่นอนว่าชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยเป็นเครื่องยืนยันข้อโต้แย้งของอนุทินที่ว่า คนไทยไม่ได้ต้องการการปฏิรูปที่รุนแรงอย่างที่พวกหัวก้าวหน้ากล่าวอ้าง “ความแตกแยกที่แท้จริงมาจากสื่อและผู้คนที่ไม่สามารถชนะได้” อนุทินเผยกับนิตยสาร TIME “แทนที่จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง พวกเขากลับโทษสิ่งอื่น”

อย่างไรก็ตาม นอกจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับเขตและพรรคแล้ว คนไทยยังได้ลงคะแนนเสียงในประชามติเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยผลการนับคะแนนเบื้องต้นบ่งชี้ว่า มีผู้ลงคะแนนเห็นชอบประมาณ 65% สมรภูมิต่อไปคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร โดยพวกหัวก้าวหน้ากระตือรือร้นที่จะแก้ไขมาตราต่างๆ เกี่ยวกับวุฒิสภาที่ประกอบด้วยผู้มีอำนาจและพระราชอำนาจ แต่อนุทินซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำกลับคัดค้านอย่างเด็ดขาด

3.รอยัลลิสต์ฟื้นคืนชีพ

TIME รายงานว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนกองทัพไทยแล้ว อนุทินยังมีความใกล้ชิดกับวัง โดยได้ร่วมเดินทางไปกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ระหว่างการเสด็จเยือนภูฏานเป็นเวลา 4 วันเมื่อเดือนเมษายน รวมถึงการเสด็จเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อปี 2023 พรรคก้าวไกลได้หาเสียงโดยเน้นการจำกัดอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าความพยายามที่จะปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพที่เข้มงวดของไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อมาตรา 112 จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การยุบพรรค

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงถูกบังคับให้หลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญนี้ในการหาเสียงครั้งล่าสุด เมื่ออนุทินซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง จึงคาดหมายได้ว่าความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จะถูกพักไว้ชั่วคราว เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ์ อนุทินเผยกับนิตยสาร TIME ว่า “ผมไม่กล้าที่จะมีความสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์คนใด แต่ผมเป็นข้ารับใช้ที่นอบน้อมของพระองค์”

4.ปัญหาอยู่ที่เศรษฐกิจต่างหาก!

ประเทศไทยกำลังถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” รายใหม่ หลังจากการเติบโตซบเซามาหลายปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน (เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% ในปีที่แล้ว) อนุทินหวังว่าเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นของเขาจะช่วยสร้างเสถียรภาพได้บ้าง ในขณะที่เขาดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจ เขาสนับสนุนการสร้างงานใหม่โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากภาคส่วนการเติบโตใหม่ของโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า บริการทางการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการผูกขาด ที่กลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับครอบครัวครอบงำภาคส่วนสำคัญๆ เช่น พลังงาน ค้าปลีก โทรคมนาคม และอาหาร โดยบริษัท 5% อันดับต้นๆ ควบคุมรายได้รวมกว่า 85% ซึ่งอนุทินบอกกับ TIME ว่า เขาตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ด้วยการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้สนับสนุนชนชั้นสูงของเขาเช่นนี้ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าอนุทินจะทำตามที่พูดจริงหรือไม่ “การปฏิรูปโครงสร้างไม่เคยปราศจากความเจ็บปวด แต่การเลื่อนออกไปนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก” อนุทินเผย

5.ไทยจะรักษาสมดุลในเวทีระหว่างประเทศ

ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชีย ขณะเดียวกันก็มีชุมชนชาวจีนที่เจริญรุ่งเรือง รวมถึงอนุทิน ซึ่งบรรพบุรุษมาจากมณฑลกวางตุ้ง อย่างไรก็ตาม อนุทินใช้เวลา 8 ปีศึกษาและทำงานในนิวยอร์ก และรู้สึกผูกพันกับสหรัฐฯ มาก เขาบอกว่า ไทยปฏิเสธที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนี้

“เรายึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายและบรรทัดฐานที่ประชาคมโลกเห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอด” อนุทินเผยกับ TIME “ในโลกที่แบ่งขั้ว ประเทศที่ยังคงมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือจะมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง”

อนุทินยังต้องการมีบทบาทในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เพื่อนำสันติภาพที่ยั่งยืนมาสู่เมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกทำลายจากสงคราม ซึ่งคณะรัฐบาลทหารเพิ่งจัดการเลือกตั้งที่ถูกประณามอย่างกว้างขวางว่าเป็นเรื่องหลอกลวง

“การมีส่วนร่วมไม่ได้หมายถึงการรับรอง” อนุทินระบุ “เราทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อลดความทุกข์ยากและสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำโดยอาเซียน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เสถียรภาพในภูมิภาค และความปลอดภัยของพลเรือน ในขณะที่อาเซียนมีนโยบายไม่แทรกแซง แต่ความรุนแรงต่อพลเรือนเป็นขอบเขตทางศีลธรรมที่ชัดเจน”

Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์