สื่อนอกมองไทยกำลังล้าหลังชาติอื่นในเอเชีย แม้เลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ ‘หลุดจาก’ วงจรหายนะทางการเมืองได้

7 ก.พ. 2569 - 19:28

  • สื่อต่างชาติอย่าง Bloomberg มองว่า “ประเทศไทยกำลังล้าหลังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แม้จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) ก็ไม่น่าจะหยุดยั้ง ‘การถดถอย’ นี้ได้”

  • การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า การแทรกแซงของศาล และรัฐบาลที่อยู่ในวาระได้ไม่นาน กำลังทำให้ประเทศไทยที่เคยเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคอาเซียนต้องตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนาม

สื่อนอกมองไทยกำลังล้าหลังชาติอื่นในเอเชีย แม้เลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ ‘หลุดจาก’ วงจรหายนะทางการเมืองได้

8 กุมภาพันธ์นี้ วันชี้ชะตา...อนาคตประเทศไทยจะเปลี่ยนไปไหม และจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือเปล่าหลังจากได้นายกฯ คนใหม่ แต่สื่อต่างชาติอย่าง Bloomberg กลับมองว่า “ประเทศไทยกำลังล้าหลังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย และถึงแม้จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) ก็ไม่น่าจะหยุดยั้ง ‘การถดถอย’ นี้ได้” 

การเมืองไทยยังวนอยู่ใน ‘วงจรอุบาทว์’  

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)
(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า การแทรกแซงของศาล และรัฐบาลที่อยู่ในวาระได้ไม่นาน กำลังทำให้ประเทศไทยที่เคยเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคอาเซียนต้องตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนาม

Bloomberg รายงาน

ไม่ใช่เพราะไทยขาดแคลนคนเก่ง หรือเงินทุน แต่เป็นเพราะระบบปัจจุบันที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเองซึ่งฝังรากลึกในการเมืองไทยมานาน ประกอบกับนักการเมืองที่บริหารงานล้มเหลวด้วย 

อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าไม่น่ามีพรรคใดที่จะได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งนั่นจะทำให้โมเดลรัฐบาลผสมกลับมาอีกครั้ง สุดท้ายแล้ว ต้นทุนของความไม่มั่นคงนี้ก็ตกไปอยู่กับประชาชนที่ต้องดิ้นรนกับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ค่าจ้างไม่ปรับเพิ่ม และงานที่มีคุณภาพน้อยลงสำหรับคนรุ่นใหม่ ทำให้คนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกสิ้นหวังกับระบบที่ผลิตนายกฯ มาแล้วถึง 10 คนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา 

การเมืองไทยกำลังอยู่ภายใต้การแข่งขันระหว่างพรรคสายอนุรักษนิยม และพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ชัดเจนในการปฏิรูปประเทศอย่างพรรคประชาชนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับถูกจำกัดด้วยการแทรกแซงของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  

คนไทยส่วนใหญ่อยาก ‘หลุดพ้น’ จากวังวนหายนะทางการเมือง 

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)
(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

การแข่งขันชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศในครั้งนี้กำลังกลายเป็นศึกสองทางระหว่างพรรคภูมิใจไทยนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยม และพรรคประชาชน (เดิมคือพรรคก้าวไกล) ที่เคยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี 2023 แต่ท้ายที่สุดก็ถูกวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยกองทัพขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และถูกศาลสั่งยุบพรรค เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า “การชนะการเลือกตั้งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้สิทธิ์ในการปกครองประเทศ” 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังรายงานอีกว่า ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้ส่งผลต่อการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากการปะทะกันได้กระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมและเพิ่มอิทธิพลให้กับกองทัพ ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมือง 

ไทยกำลังลำบาก...  

ขณะเดียวกันที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามดึงดูดการลงทุนด้านการผลิตและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยกลับกำลังลำบาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เตือนถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาษีสหรัฐฯ ที่คุกคามการส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเสาหลักของการเติบโต แต่ก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่หลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยิ่งไปกว่านั้น กองทุน IMF ยังคาดการณ์การเติบโตในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.6% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ระบบการเมืองที่ก่อให้เกิดรัฐบาลที่เปราะบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดการแทรกแซงทางตุลาการ และตามมาด้วยระบบต่อรองแบ่งเก้าอี้ในระยะสั้นนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่ยั่งยืนอย่างที่ประเทศไทยต้องการจริงๆ 

ความแตกต่างกับเวียดนามนั้นชัดเจนมาก เนื่องจากเวียดนามเพิ่งจะผ่านพ้นการประชุมพรรคที่สร้างความมั่นคงทางการเมืองได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงานที่จำเป็นอย่างมากสำหรับแรงงานรุ่นใหม่เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่า แต่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวและการผลิตแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เหมาะกับการเติบโตในระยะยาว 

แม้ว่าจะมีรัฐบาลผสมที่มั่นคงเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน และนักลงทุนเองก็จะระมัดระวังในการลงทุนในประเทศที่ทิศทางนโยบายเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทันตั้งตัว 

ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น และการปฏิรูปภาคการศึกษาเพื่อเตรียมแรงงานสำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็ควรเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ขณะที่การผ่อนคลายข้อจำกัดที่มีมานานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง การขยายฐานภาษี และการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้เช่นกัน 

แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปเศรษฐกิจก็จะยังคงเปราะบาง การเลือกตั้งของไทยครั้งนี้ ยังไงก็ได้รัฐบาลใหม่แน่นอน แต่ว่ารัฐบาลใหม่จะหาทางออกเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่นั้นยังไม่ชัดเจนนัก... 

 (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


สื่อนอกมองไทยกำลังล้าหลังชาติอื่นในเอเชีย แม้เลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ ‘หลุดจาก’ วงจรหายนะทางการเมืองได้