The New York Times วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งไทยว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พรรคอนุรักษนิยมที่ชูแนวคิดชาตินิยม ความรักชาติ และเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็น 2 ตัวเลือกที่ต่างกันสุดขั้วสำหรับอนาคตประเทศไทย ขั้วหนึ่งเน้นชาตินิยม เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ และปกป้องสถานะที่เป็นอยู่ ส่วนอีกขั้วเน้นคำมั่นสัญญาเรื่องการเปลี่ยนแปลงและประชาธิปไตยที่แท้จริง
ผลการเลือกตั้งที่สร้างความประหลาดใจซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นในกิจการทั่วโลก โดยฝั่งชาตินิยมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยสนับสนุนพรรคการเมืองที่อยู่ในกระแสหลักของประเทศ ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากขบวนการก้าวหน้าที่เคยแพร่หลายในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และความปรารถนาที่จะรักษาความต่อเนื่องในยุคที่เผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก และชัยชนะครั้งนี้ยังสวนทางกับผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงหาเสียงที่ออกมาว่าพรรคประชาชนนำมาโดยตลอด
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างท่วมท้นสำหรับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งโดยปกติแล้วถูกมองว่าเป็นพรรคระดับภูมิภาค และในช่วงหลังมานี้ถือเป็น “ผู้กำหนดชะตา” ในการเมืองไทย
แต่เนื่องจากภูมิใจไทยไม่ได้เสียงข้างมาก อนุทินจึงต้องตั้งรัฐบาลพรรคร่วม แต่เนื่องจากวุฒิสภาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยพันธมิตรของภูมิใจไทย อนุทินจึงมีแนวโน้มที่จะควบคุมทั้งสองสภาได้อย่างเต็มที่ในขณะนี้
การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีพิพาทชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในการสู้รบที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายสิบปี และอนุทินก็ฉวยโอกาสจากความขัดแย้งเพื่อนำเสนอนโยบายด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการรับปากว่าจะสร้างกำแพง การขยายโครงการเกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ และประกศว่าหากกัมพูชายิงจรวดมา 1 ลูก “เราจะส่งกลับไปร้อยลูก”
ทิตา แสงลี นักวิจัยร่วมของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้ง ตลอดจนนโยบายต่างประเทศที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ พันธมิตรของไทย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์
“ลำดับความสำคัญของประชาชนเปลี่ยนจากการปฏิรูปไปสู่ความต้องการเสถียรภาพและความมั่นคง”
— ทิตา แสงลี นักวิจัยร่วมของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งหวังจะคว้าชัยอีกครั้งอย่างที่เคยได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2023
นักวิเคราะห์กล่าวว่า พรรคอ่อนแอลงจากการเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพก่อนหน้านี้ ซึ่งอนุทินใช้ประเด็นนี้โจมตีพรรคประชาชนว่าไม่รักชาติ

ความพ่ายแพ้นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเอียงไปทางสายกลางระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคมีท่าทีที่เบาลงต่อชนชั้นนำอนุรักษนิยมของไทยมากขึ้น
“จากมุมมองทางอุดมการณ์ล้วนๆ แล้ว ภาพลักษณ์ของพรรคได้เสื่อมถอยลง” ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak กล่าว “กลุ่มผู้สนับสนุนหลัก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ที่เคยลงคะแนนให้พรรคตามอุดมการณ์นั้น ไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนครั้งก่อน”
เคน เมธิส โลหเตปานนท์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระผู้เขียนจดหมายข่าวเกี่ยวกับการเมืองไทยเผยว่า “การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ในอนาคตอาจถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ พวกเขาให้ประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งแก่อนุทิน ปล่อยให้อนุทินรวบรวมคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษนิยม และยังทำลายจุดยืนทางอุดมการณ์ของตัวเองด้วย”
The New York Times ระบุว่า ดูเหมือนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากจะหันมาสนับสนุนอนุทินเพียงเพราะเขาแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานให้สำเร็จได้
ธีรยุทธ ปรีดีสวัสดิ์ อายุ 47 ปี ผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเผยกับ The New York Times ว่า เขาคิดว่าชีวิตของเขาดีขึ้นภายใต้รัฐบาลอนุทิน
“เขาจัดการเรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้สำเร็จ เขาเป็นคนลงมือทำ ผมคิดว่าอนุทินเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ เขาซื่อสัตย์ต่อประชาชน พระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ” ธีรยุทธทิ้งท้าย
Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP




