สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งของไทยอย่างถล่มทลายในวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) เพิ่มแนวโน้มของการที่จะมีรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพเข้ามาสานต่ออำนาจ และยุติภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน
Reuters ระบุว่า อนุทิน ประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม ระหว่างที่เกิดศึกความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่นักวิเคาะห์มองว่าดูเหมือนเป็นการกะเวลามาเป็นอย่างดีโดยผู้นำหัวอนุรักษนิยมรายนี้ สำหรับใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์จากสถาบันอนาคตไทยศึกษาเผยกับ Reuters ว่า “แม้พรรคภูมิใจไทยไม่น่าจะครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ผลการเลือกตั้งบ่งชี้ว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่เข้มแข็งที่จะผลักดันนโยบายต่างๆตามที่หาเสียงไว้” รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้บริโภคและยกเลิกข้อตกลงฉบับหนึ่งที่ทำไว้กับกัมพูชา
“นี่ถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาที่ยาวนาน ที่เราจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเพียงพอที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ” ณพลกล่าว “เรากำลังเห็นในสิ่งที่ผมให้คำจำกัดความว่าเป็นการคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ ระหว่างพวกเทคโนแครตชนชั้นสูงหัวอนุรักษนิยม และนักการเมืองดั้งเดิม
นักวิเคราะห์ชี้ว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มีต่อชัยชนะของอนุทินคือ การใช้กระแสชาตินิยมและนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการดึงดูดบรรดานักการเมืองจากพรรคคู่แข่งในพื้นที่ชนบท
เมธิส โลหเตปานนท์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระเผยกับ Reuters ว่า “ขอบเขตของชัยชนะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน บางทีอาจพิสูจน์ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเมืองชาตินิยมและความสามารถของพรรคภูมิใจไทยในการรวบรวมคะแนนเสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมได้ผล เข้าทางพวกเขา”

สำนักข่าว Channel News Asia ของสิงคโปร์ รายงานว่า จากการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศ และว่า อนุทินอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสูงสุดในการเป็นผู้นำรัฐบาลชุดต่อไป
Channel News Asia ระบุว่า ชัยชนะของภูมิใจไทยได้มาจากการสร้าง “กำแพงสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีประจำพรรค ล้อมรอบกรุงเทพฯ โดยพรรคได้สร้างแคมเปญหาเสียงที่เน้นฐานเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งในต่างจังหวัด
แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่แนวคิดใหญ่ๆ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบคลุม ภูมิใจไทยค่อยๆ สร้างฐานรากที่น่าเกรงขามในพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของตระกูลและกลุ่มการเมืองที่แข็งแกร่ง และส่งผลให้สามารถเข้าควบคุมความเคลื่อนไหวอนุรักษนิยมของไทยไว้ได้
พื้นที่จำนวนมากที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคต่างๆ ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มานานหลายปี ได้เปลี่ยนจากสีแดงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย
ในช่วงก่อนการลงคะแนนเสียง ผู้นำระดับสูงของภูมิใจไทยได้เน้นย้ำถึงอัตลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายขวาและมีความรักชาติอย่างลึกซึ้ง โดยพรรคได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกที่เน้นความมั่นคงและเน้นแนวทางปฏิบัติจริง เมื่อเทียบกับคู่แข่งฝ่ายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ท่าทีของอนุทินในการแสดงความแข็งแกร่งของไทย การปกป้องพรมแดน และการรวมศูนย์อำนาจและบทบาทของกองทัพในกิจการของชาติ ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความภาคภูมิใจในชาติ เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของพรรคในการคว้าคะแนนเสียง
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกับ CNA ก่อนการลงคะแนนเสียงว่า การเลือกตั้งที่ประกาศจัดขึ้นไม่ถึง 100 วันหลังอนุทินรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้สึกชาตินิยมที่ถูกปลุกเร้าจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือน

สำนักข่าว BBC รายงานว่า แม้ว่าจะไม่มีพรรคใดได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด แต่ก็เกือบจะแน่นอนแล้วว่า นายกฯ อนุทินจะได้ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยพรรคภูมิใจไทยน่าจะได้รับที่นั่งมากกว่าสองเท่าของจำนวนที่นั่งที่ได้รับในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566
BBC ระบุว่า การเลือกตั้งในประเทศไทยมักคาดเดาได้ยาก และครั้งนี้ก็เช่นกัน
ผลการเลือกตั้งที่พลิกความคาดหมายนี้เป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างมากสำหรับพรรคประชาชน ซึ่งคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าการชนะการเลือกตั้งเมื่อ 3 ปีก่อน
แต่ “คลื่นสีส้ม” ที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าจะสนับสนุนผู้สมัครหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ของพรรคกลับไม่เกิดขึ้นจริง
ผลสำรวจความคิดเห็นมักผิดพลาดในประเทศไทย แต่จะมีบทวิเคราะห์หลังการเลือกตั้งมากมายเกี่ยวกับวิธีการที่นายกฯ อนุทินเปลี่ยนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคเล็กๆ ในต่างจังหวัด ให้กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจมากขนาดนี้
พรรคของอนุทินใช้ประโยชน์จากความรู้สึกรักชาติหลังสงครามชายแดนสั้นๆ 2 ครั้งกับกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว กลายเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยม โดยให้คำมั่นว่าจะปกป้องสถานะของสถาบันไทยดั้งเดิม เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ
AFP รายงานว่า รัฐบาลชุดต่อไปของไทยจะต้องจัดการกับปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 และต้องจัดการกับผลกระทบจากเครือข่ายฉ้อโกงทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ดำเนินการจากภูมิภาคนี้
บางทีสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือ ข้อพิพาทกับกัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นเป็นการสู้รบอย่างเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งสองฝ่าย และผู้พลัดถิ่นรวมประมาณหนึ่งล้านคน
ความขัดแย้งนี้เป็นประเด็นสำคัญในใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า กระแสชาตินิยมผลักดันให้อนุทินได้รับชัยชนะ
วิโรจน์ อาลี อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เผยกับ AFP ว่า “ประเทศไทยจะดำเนินไปเหมือนที่ผ่านมาในสามเดือนที่ผ่านมา เราจะได้เห็นกระแสชาตินิยม จุดยืนที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับกัมพูชา และนโยบายเศรษฐกิจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
Photo by ANTHONY WALLACE / AFP




