เรื่องราวของ “กรีนแลนด์” ดินแดนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่สหรัฐฯ อยากได้มาไว้ในครอบครองกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอีกครั้ง พร้อมกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อข้อมูลจากสถาบันอุตุนิยมวิทยาเดนมาร์ก (DMI) ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนมกราคมในกรุงนูค เมืองหลวงของกรีนแลนด์ อยู่ที่ 0.2 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวช่วงปี 1991–2020 ซึ่งอยู่ที่ -7.7 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญ และนับเป็นค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เดือนมกราคมที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่าอุณหภูมิของกรีนแลนด์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นภาพสะท้อนของ “อาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนสถานะ” จากพื้นที่กันชนของโลก สู่แนวหน้าแห่งความเปราะบางด้านสภาพภูมิอากาศ
“จากข้อมูลที่มี เราพบว่าอุณหภูมิในกรีนแลนด์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า!!!”
— ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของ DMI ระบุ
ยาค็อบ ฮอยเออร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของ DMI ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรีนแลนด์ไม่ได้เป็นเพียง “แนวโน้ม” อีกต่อไป แต่กำลังปรากฏเป็นความจริงเชิงโครงสร้าง
น้ำแข็งบางลง เศรษฐกิจสั่นคลอน
อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อภูมิทัศน์น้ำแข็งของกรีนแลนด์ น้ำแข็งทะเลในฤดูหนาวแผ่ขยายลงมาทางตอนใต้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พื้นที่ซึ่งยังคงมีน้ำแข็งก็มีความบางลงจนไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมตามวิถีดั้งเดิมได้อย่างปลอดภัย
ผลกระทบนี้สะเทือนไปถึงหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างภาคการประมง ซึ่งเป็นเสาหลักของกรีนแลนด์ การจับกุ้ง ฮาลิบัต และปลาค็อ ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร แต่เป็นสินค้าส่งออกหลัก คิดเป็นร้อยละ 23 ของ GDP ในปี 2023 และสร้างงานให้ประชากรราวร้อยละ 15 ของประเทศ ตามข้อมูลจากสถิติกรีนแลนด์
เมื่อระบบนิเวศทะเลเปลี่ยน การกระจายตัวของสัตว์น้ำก็เปลี่ยนตาม ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชนชายฝั่งจึงไม่อาจแยกออกจากวิกฤตภูมิอากาศได้อีกต่อไป

ภูมิอากาศ ความมั่นคง และเกมอำนาจโลก
กรีนแลนด์ไม่ได้อยู่ในสายตาโลกเพียงเพราะน้ำแข็งที่ละลาย แต่ยังเพราะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินและน้ำแข็ง รายงานสำรวจของเดนมาร์กในปี 2023 ระบุว่าแร่ธาตุ 25 จาก 34 ชนิด ที่สหภาพยุโรปจัดให้เป็น “วัตถุดิบสำคัญ” ถูกค้นพบในกรีนแลนด์
บริบทนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแสดงความสนใจอย่างเปิดเผยต่อการ “ครอบครอง” กรีนแลนด์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง แม้ภายหลังจะถอยห่างจากท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าว แต่ความจริงคือ กรีนแลนด์ได้กลายเป็นจุดตัดระหว่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจทรัพยากร และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้ว
บทเรียนจากอาร์กติก สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
กรณีกรีนแลนด์ สะท้อนความเชื่อมโยงของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ชัดเจน ตั้งแต่ SDG 13: ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึง SDG 14: เรื่องระบบนิเวศทางทะเล และ SDG 8: ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนของกรีนแลนด์ แต่คือคำถามตรงไปยังทั้งโลกว่า เรายังมองวิกฤตภูมิอากาศเป็นเรื่องไกลตัวได้อีกนานแค่ไหน ในวันที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายเร็วกว่าที่แบบจำลองใดเคยคาดการณ์ไว้




