‘กรีนแลนด์’ โดนพิษโลกร้อน อุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ย 4 เท่า เขย่าเศรษฐกิจ-สมดุลอำนาจโลก

5 ก.พ. 2569 - 13:21

  • สถิติร้อนผิดปกติ กรีนแลนด์บันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยเดือนมกราคมสูงสุดในประวัติศาสตร์ สะท้อนอาร์กติกที่อุ่นเร็วกว่าโลกถึง 4 เท่า

  • น้ำแข็งทะเลหดตัว กระทบการคมนาคมและภาคประมง เสาหลักรายได้ของกรีนแลนด์

  • ภูมิอากาศเชื่อมภูมิรัฐศาสตร์ ในฐานะแหล่งแร่ยุทธศาสตร์ วิกฤตนี้อาจกลายเป็นจุดตัดของวิกฤตโลกร้อน ความมั่นคง และการแข่งขันอำนาจโลก

‘กรีนแลนด์’ โดนพิษโลกร้อน อุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ย 4 เท่า เขย่าเศรษฐกิจ-สมดุลอำนาจโลก

เรื่องราวของ “กรีนแลนด์” ดินแดนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่สหรัฐฯ อยากได้มาไว้ในครอบครองกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอีกครั้ง พร้อมกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อข้อมูลจากสถาบันอุตุนิยมวิทยาเดนมาร์ก (DMI) ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนมกราคมในกรุงนูค เมืองหลวงของกรีนแลนด์ อยู่ที่ 0.2 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวช่วงปี 1991–2020 ซึ่งอยู่ที่ -7.7 องศาเซลเซียส อย่างมีนัยสำคัญ และนับเป็นค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เดือนมกราคมที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่าอุณหภูมิของกรีนแลนด์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นภาพสะท้อนของ “อาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนสถานะ” จากพื้นที่กันชนของโลก สู่แนวหน้าแห่งความเปราะบางด้านสภาพภูมิอากาศ

“จากข้อมูลที่มี เราพบว่าอุณหภูมิในกรีนแลนด์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า!!!”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของ DMI ระบุ

ยาค็อบ ฮอยเออร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของ DMI ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรีนแลนด์ไม่ได้เป็นเพียง “แนวโน้ม” อีกต่อไป แต่กำลังปรากฏเป็นความจริงเชิงโครงสร้าง

น้ำแข็งบางลง เศรษฐกิจสั่นคลอน

อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อภูมิทัศน์น้ำแข็งของกรีนแลนด์ น้ำแข็งทะเลในฤดูหนาวแผ่ขยายลงมาทางตอนใต้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พื้นที่ซึ่งยังคงมีน้ำแข็งก็มีความบางลงจนไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมตามวิถีดั้งเดิมได้อย่างปลอดภัย

ผลกระทบนี้สะเทือนไปถึงหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างภาคการประมง ซึ่งเป็นเสาหลักของกรีนแลนด์ การจับกุ้ง ฮาลิบัต และปลาค็อ ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร แต่เป็นสินค้าส่งออกหลัก คิดเป็นร้อยละ 23 ของ GDP ในปี 2023 และสร้างงานให้ประชากรราวร้อยละ 15 ของประเทศ ตามข้อมูลจากสถิติกรีนแลนด์

เมื่อระบบนิเวศทะเลเปลี่ยน การกระจายตัวของสัตว์น้ำก็เปลี่ยนตาม ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชนชายฝั่งจึงไม่อาจแยกออกจากวิกฤตภูมิอากาศได้อีกต่อไป

พ่อและลูกชายมองดูแท่งน้ำแข็งขนาดใหญ่ริมชายฝั่งทางตะวันตกของกรีนแลนด์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพโดย อินา ฟาสเบนเดอร์ / เอเอฟพี)
พ่อและลูกชายมองดูแท่งน้ำแข็งขนาดใหญ่ริมชายฝั่งทางตะวันตกของกรีนแลนด์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพโดย อินา ฟาสเบนเดอร์ / เอเอฟพี)

ภูมิอากาศ ความมั่นคง และเกมอำนาจโลก

กรีนแลนด์ไม่ได้อยู่ในสายตาโลกเพียงเพราะน้ำแข็งที่ละลาย แต่ยังเพราะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินและน้ำแข็ง รายงานสำรวจของเดนมาร์กในปี 2023 ระบุว่าแร่ธาตุ 25 จาก 34 ชนิด ที่สหภาพยุโรปจัดให้เป็น “วัตถุดิบสำคัญ” ถูกค้นพบในกรีนแลนด์

บริบทนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแสดงความสนใจอย่างเปิดเผยต่อการ “ครอบครอง” กรีนแลนด์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง แม้ภายหลังจะถอยห่างจากท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าว แต่ความจริงคือ กรีนแลนด์ได้กลายเป็นจุดตัดระหว่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจทรัพยากร และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปแล้ว

บทเรียนจากอาร์กติก สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

กรณีกรีนแลนด์ สะท้อนความเชื่อมโยงของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ชัดเจน ตั้งแต่ SDG 13: ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึง SDG 14: เรื่องระบบนิเวศทางทะเล และ SDG 8: ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนของกรีนแลนด์ แต่คือคำถามตรงไปยังทั้งโลกว่า เรายังมองวิกฤตภูมิอากาศเป็นเรื่องไกลตัวได้อีกนานแค่ไหน ในวันที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายเร็วกว่าที่แบบจำลองใดเคยคาดการณ์ไว้

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์