โลกร้อนแล้วทำไมสหรัฐฯ ถูกแช่แข็ง? เปิดปม ‘พายุฤดูหนาว’ กับสัญญาณเตือนโหดที่คนทั้งโลกต้องรู้

27 ม.ค. 2569 - 11:19

  • จาก Winter Storm Fern ถึง Polar Vortex ทำไม “โลกร้อน” จึงทำให้ “พายุฤดูหนาว” รุนแรงขึ้น

  • ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อธิบายกลไกโลกร้อนที่อยู่เบื้องหลังพายุหิมะถล่มสหรัฐฯ

  • สภาพอากาศสุดขั้วยุคโลกร้อน เมื่อฤดูหนาวไม่เสถียรและคาดเดายากกว่าเดิม

โลกร้อนแล้วทำไมสหรัฐฯ ถูกแช่แข็ง? เปิดปม ‘พายุฤดูหนาว’ กับสัญญาณเตือนโหดที่คนทั้งโลกต้องรู้

รายงานข่าว Winter Storm Fern พายุฤดูหนาวพัดถล่มสหรัฐฯ กลายเป็นภาพข่าวที่เห็นทั่วโลก และนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของฤดูหนาวปีนี้ ไม่เพียงเพราะขอบเขตผลกระทบที่กินพื้นที่กว่า 40 รัฐ สร้างความเดือดร้อนครอบคลุมประชากรกว่า 245  ล้านคน ณ ขณะนี้มีอย่างน้อย 22 รัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉินภัยพิบัติ และเที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 15,000 เที่ยวบิน

พายุลูกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามสำคัญซ้ำเดิมในสังคมโลกว่า... เหตุใด “โลกร้อน” จึงมาพร้อม “พายุหิมะที่รุนแรงขึ้น”?

รถยนต์ของชายคนหนึ่งติดอยู่ในหิมะในเมืองลิตเติลร็อก รัฐอาร์คันซอ (Photo by Will Newton / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
รถยนต์ของชายคนหนึ่งติดอยู่ในหิมะในเมืองลิตเติลร็อก รัฐอาร์คันซอ (Photo by Will Newton / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

รายงานจากสื่อต่างประเทศและหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า Winter Storm Fern ส่งผลให้เกิดหิมะตกหนัก น้ำแข็งเกาะ และอุณหภูมิลดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศไปจนถึงชายฝั่งตะวันออก ความเสียหายปรากฏชัดทั้งในรูปของไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง การยกเลิกเที่ยวบิน ระบบคมนาคมหยุดชะงัก และผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว

Polar Vortex ปั่นป่วนจุดเชื่อมโยงสำคัญของพายุฤดูหนาว

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องคือปรากฏการณ์ Polar Vortex หรือกระแสลมวนขนาดใหญ่เหนือขั้วโลกเหนือ ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่กักเก็บอากาศหนาวจัดไว้ในเขตอาร์กติก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พบว่า Polar Vortex มีแนวโน้มอ่อนกำลังและเคลื่อนตัวลงมาทางใต้บ่อยขึ้น ส่งผลให้มวลอากาศหนาวจัดไหลลงสู่พื้นที่ละติจูดกลาง เช่น สหรัฐฯ ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก ซึ่ง Winter Storm Fern เป็นตัวอย่างชัดเจนของสถานการณ์ดังกล่าว โดยการแทรกตัวของอากาศหนาวจากขั้วโลกเหนือทำให้หลายพื้นที่เผชิญอุณหภูมิต่ำผิดปกติ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ระบบพายุฤดูหนาวก่อตัวและทวีกำลังอย่างรวดเร็ว

ยานพาหนะบนทางหลวงระหว่างรัฐขณะที่สภาพอากาศมีหิมะตกในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี (Photo by Jon Cherry / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
ยานพาหนะบนทางหลวงระหว่างรัฐขณะที่สภาพอากาศมีหิมะตกในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี (Photo by Jon Cherry / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

“โลกร้อน” กับ “พายุหิมะ” ไม่ใช่ความย้อนแย้งทางวิทยาศาสตร์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความอธิบายกลไกนี้ว่า “ภาวะโลกร้อน” ไม่ได้ทำให้พายุหิมะเกิดขึ้นโดยตรง แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้พายุฤดูหนาวรุนแรงและถี่ขึ้น

โลกร้อนเกี่ยวกับพายุหิมะยังไง?

อาร์กติก คือบริเวณที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าที่อื่นในโลก เกิดความปั่นป่วนของ Polar Vortex ทำให้ความหนาวจากขั้วโลกเหนือไหลลงมาทางใต้แรงขึ้น

พายุหิมะ ก็คือฝนในบริเวณที่หนาวจัด โลกร้อนทำให้ทะเลร้อน ไอน้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนจุไอน้ำมากขึ้น ในอากาศมีความชื้นสูง เมื่อกลายเป็นฝนก็ตกถล่มทลาย เมื่อตกในช่วงหนาวจัด ก็กลายเป็นหิมะมหาศาล

ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุ

ข้อนี้เข้าใจง่าย คิดถึงฝนเมืองไทยในยุคนี้ได้ เพราะฉะนั้น โลกร้อนไม่ได้ทำให้เกิดพายุหิมะ แต่เป็นตัวเร่งทำให้เกิดพายุหิมะรุนแรงขึ้น มาถี่ขึ้น ผลกระทบคงพอเห็นกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่ นักเดินทางธุรกิจท่องเที่ยว ล้วนเจอปัญหาทั้งนั้น มองไปข้างหน้า โลกเราจะเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ก็คงได้แต่วางแผนรับมือกันไว้

ปรากฏการณ์ Arctic amplification

หัวใจสำคัญอยู่ที่ปรากฏการณ์ Arctic amplification ซึ่งหมายถึงการที่อุณหภูมิในเขตอาร์กติกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกหลายเท่า เมื่อขั้วโลกเหนืออุ่นขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างขั้วโลกกับละติจูดกลางลดลง ส่งผลให้กระแสลมเจ็ต “Jet Stream”และ “Polar Vortex” เกิดความปั่นป่วนมากขึ้น และเปิดโอกาสให้อากาศหนาวจัดไหลลงสู่พื้นที่ทางใต้ได้ง่ายกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน โลกที่อุ่นขึ้นยังทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดการระเหยของไอน้ำมากขึ้น อากาศที่อุ่นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าเดิม เมื่อมวลอากาศชื้นเหล่านี้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ที่อุณหภูมิต่ำจัด ผลลัพธ์จึงไม่ใช่ฝนธรรมดา แต่คือหิมะปริมาณมหาศาลในระยะเวลาสั้น ลักษณะของพายุหิมะรุนแรงที่โลกเริ่มเห็นบ่อยขึ้น

เครื่องบินของสายการบินเซาท์เวสต์กำลังทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติแนชวิลล์ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี (Photo by Brett Carlsen / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
เครื่องบินของสายการบินเซาท์เวสต์กำลังทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติแนชวิลล์ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี (Photo by Brett Carlsen / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

ผลกระทบที่มากกว่า “สภาพอากาศ”

กรณี Winter Storm Fern สะท้อนชัดว่าเหตุการณ์อากาศสุดขั้วไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของชีวิตผู้คน ตั้งแต่แรงงานที่ไม่สามารถเดินทางได้ ห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า ภายใต้ภาวะโลกร้อน โลกอาจไม่ได้เผชิญ “ฤดูหนาวที่หนาวน้อยลงเสมอไป” แต่จะเผชิญฤดูหนาวที่ผันผวนและสุดขั้วมากขึ้น ซึ่งยากต่อการคาดการณ์และรับมือ

โลกต้องปรับตัวกับความสุดขั้วรูปแบบใหม่

Winter Storm Fern จึงเป็นสัญญาณหนึ่งของภูมิอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ Extreme Weather ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการเตรียมความพร้อมของเมือง ระบบพลังงาน และนโยบายสาธารณะ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้น ปี 2026 นอกจากมนุษย์เราจะต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้น้อยลง เรายังคงต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น (Climate Change Adaptation)

ในยุคที่โลกร้อนขึ้น “พายุหิมะ” อาจไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ และทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้สังคมโลกว่าจะปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่? คนในยุคนี้และรุ่นถัดไปต้องเจออะไรอีก?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์