รายงานข่าว Winter Storm Fern พายุฤดูหนาวพัดถล่มสหรัฐฯ กลายเป็นภาพข่าวที่เห็นทั่วโลก และนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของฤดูหนาวปีนี้ ไม่เพียงเพราะขอบเขตผลกระทบที่กินพื้นที่กว่า 40 รัฐ สร้างความเดือดร้อนครอบคลุมประชากรกว่า 245 ล้านคน ณ ขณะนี้มีอย่างน้อย 22 รัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉินภัยพิบัติ และเที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 15,000 เที่ยวบิน
พายุลูกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามสำคัญซ้ำเดิมในสังคมโลกว่า... เหตุใด “โลกร้อน” จึงมาพร้อม “พายุหิมะที่รุนแรงขึ้น”?

รายงานจากสื่อต่างประเทศและหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า Winter Storm Fern ส่งผลให้เกิดหิมะตกหนัก น้ำแข็งเกาะ และอุณหภูมิลดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศไปจนถึงชายฝั่งตะวันออก ความเสียหายปรากฏชัดทั้งในรูปของไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง การยกเลิกเที่ยวบิน ระบบคมนาคมหยุดชะงัก และผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว
Polar Vortex ปั่นป่วนจุดเชื่อมโยงสำคัญของพายุฤดูหนาว
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องคือปรากฏการณ์ Polar Vortex หรือกระแสลมวนขนาดใหญ่เหนือขั้วโลกเหนือ ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่กักเก็บอากาศหนาวจัดไว้ในเขตอาร์กติก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พบว่า Polar Vortex มีแนวโน้มอ่อนกำลังและเคลื่อนตัวลงมาทางใต้บ่อยขึ้น ส่งผลให้มวลอากาศหนาวจัดไหลลงสู่พื้นที่ละติจูดกลาง เช่น สหรัฐฯ ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก ซึ่ง Winter Storm Fern เป็นตัวอย่างชัดเจนของสถานการณ์ดังกล่าว โดยการแทรกตัวของอากาศหนาวจากขั้วโลกเหนือทำให้หลายพื้นที่เผชิญอุณหภูมิต่ำผิดปกติ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ระบบพายุฤดูหนาวก่อตัวและทวีกำลังอย่างรวดเร็ว

“โลกร้อน” กับ “พายุหิมะ” ไม่ใช่ความย้อนแย้งทางวิทยาศาสตร์
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความอธิบายกลไกนี้ว่า “ภาวะโลกร้อน” ไม่ได้ทำให้พายุหิมะเกิดขึ้นโดยตรง แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้พายุฤดูหนาวรุนแรงและถี่ขึ้น
โลกร้อนเกี่ยวกับพายุหิมะยังไง?
อาร์กติก คือบริเวณที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าที่อื่นในโลก เกิดความปั่นป่วนของ Polar Vortex ทำให้ความหนาวจากขั้วโลกเหนือไหลลงมาทางใต้แรงขึ้น
พายุหิมะ ก็คือฝนในบริเวณที่หนาวจัด โลกร้อนทำให้ทะเลร้อน ไอน้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนจุไอน้ำมากขึ้น ในอากาศมีความชื้นสูง เมื่อกลายเป็นฝนก็ตกถล่มทลาย เมื่อตกในช่วงหนาวจัด ก็กลายเป็นหิมะมหาศาล
— ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุ
ข้อนี้เข้าใจง่าย คิดถึงฝนเมืองไทยในยุคนี้ได้ เพราะฉะนั้น โลกร้อนไม่ได้ทำให้เกิดพายุหิมะ แต่เป็นตัวเร่งทำให้เกิดพายุหิมะรุนแรงขึ้น มาถี่ขึ้น ผลกระทบคงพอเห็นกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่ นักเดินทางธุรกิจท่องเที่ยว ล้วนเจอปัญหาทั้งนั้น มองไปข้างหน้า โลกเราจะเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ก็คงได้แต่วางแผนรับมือกันไว้
ปรากฏการณ์ Arctic amplification
หัวใจสำคัญอยู่ที่ปรากฏการณ์ Arctic amplification ซึ่งหมายถึงการที่อุณหภูมิในเขตอาร์กติกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกหลายเท่า เมื่อขั้วโลกเหนืออุ่นขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างขั้วโลกกับละติจูดกลางลดลง ส่งผลให้กระแสลมเจ็ต “Jet Stream”และ “Polar Vortex” เกิดความปั่นป่วนมากขึ้น และเปิดโอกาสให้อากาศหนาวจัดไหลลงสู่พื้นที่ทางใต้ได้ง่ายกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน โลกที่อุ่นขึ้นยังทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดการระเหยของไอน้ำมากขึ้น อากาศที่อุ่นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าเดิม เมื่อมวลอากาศชื้นเหล่านี้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ที่อุณหภูมิต่ำจัด ผลลัพธ์จึงไม่ใช่ฝนธรรมดา แต่คือหิมะปริมาณมหาศาลในระยะเวลาสั้น ลักษณะของพายุหิมะรุนแรงที่โลกเริ่มเห็นบ่อยขึ้น

ผลกระทบที่มากกว่า “สภาพอากาศ”
กรณี Winter Storm Fern สะท้อนชัดว่าเหตุการณ์อากาศสุดขั้วไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของชีวิตผู้คน ตั้งแต่แรงงานที่ไม่สามารถเดินทางได้ ห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า ภายใต้ภาวะโลกร้อน โลกอาจไม่ได้เผชิญ “ฤดูหนาวที่หนาวน้อยลงเสมอไป” แต่จะเผชิญฤดูหนาวที่ผันผวนและสุดขั้วมากขึ้น ซึ่งยากต่อการคาดการณ์และรับมือ
โลกต้องปรับตัวกับความสุดขั้วรูปแบบใหม่
Winter Storm Fern จึงเป็นสัญญาณหนึ่งของภูมิอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ Extreme Weather ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการเตรียมความพร้อมของเมือง ระบบพลังงาน และนโยบายสาธารณะ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้น ปี 2026 นอกจากมนุษย์เราจะต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้น้อยลง เรายังคงต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น (Climate Change Adaptation)
ในยุคที่โลกร้อนขึ้น “พายุหิมะ” อาจไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ และทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้สังคมโลกว่าจะปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่? คนในยุคนี้และรุ่นถัดไปต้องเจออะไรอีก?




