ท่ามกลางอาร์กติกที่กำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกหลายเท่า “หมีขั้วโลก” ที่มักถูกยกเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตโลกร้อน สัตว์นักล่าที่พึ่งพาน้ำแข็งทะเลในการล่าเหยื่อ และกำลังถูกคุกคามจากการละลายของผืนน้ำแข็งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากนอร์เวย์กลับเปิดภาพอีกด้านหนึ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อหมีขั้วโลกรอบหมู่เกาะสฟาลบาร์ด (Svalbard) มี “สภาพร่างกายอ้วนสมบูรณ์ขึ้น” ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้น้ำแข็งทะเลอาร์กติกจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
คำถามคือ นี่คือข่าวดีของธรรมชาติ หรือเป็นเพียงสัญญาณเตือนก่อนถึงจุดเปลี่ยนที่อันตรายกว่าเดิม?

หมีอ้วนขึ้น ท่ามกลางน้ำแข็งที่หายไป
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports นำโดย จอน อาร์ส (Jon Aars) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) วิเคราะห์ข้อมูลการติดตามหมีขั้วโลกในทะเลแบเรนตส์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1987
ทีมวิจัยใช้ข้อมูลการวัดสัดส่วนร่างกายกว่า 1,000 ครั้ง จากหมีขั้วโลกโตเต็มวัย 770 ตัว ระหว่างปี 1992–2019 เปรียบเทียบกับจำนวน “วันปลอดน้ำแข็ง” ในพื้นที่ล่าหลักรอบสฟาลบาร์ด
ผลลัพธ์สะท้อนความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้จำนวนวันปลอดน้ำแข็งจะเพิ่มขึ้นราว 100 วันในช่วง 27 ปี หรือเฉลี่ยเกือบ 4 วันต่อปี แต่หลังปี 2000 สภาพร่างกายเฉลี่ยของหมีขั้วโลกกลับ “ดีขึ้น” มีไขมันสะสมมากขึ้น แทนที่จะผอมลงอย่างที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์จากพื้นที่อื่นของอาร์กติก
“เราเห็นว่าน้ำหนักตัวของพวกมันเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง”
— จอน อาร์ส ระบุ
เขาชี้ว่าไขมันสะสมเป็นปัจจัยชี้ชะตาการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในหมีเพศเมีย หากน้ำหนักตัวต่ำเกินไปในฤดูใบไม้ร่วง พวกมันอาจไม่สามารถตั้งท้องได้เลย
เมื่อระบบนิเวศปรับตัว…แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะยั่งยืน
นักวิจัยเสนอคำอธิบายหลายประการต่อปรากฏการณ์นี้ หนึ่งคือการฟื้นตัวของเหยื่อบนบก เช่น กวางเรนเดียร์และวอลรัส ซึ่งเคยถูกล่าอย่างหนักโดยมนุษย์ในอดีต ทำให้หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดมี “ทางเลือกอาหาร” มากกว่าหมีในพื้นที่อื่น ที่แทบไม่ล่าบนบกเพราะไม่คุ้มพลังงาน
อีกสมมติฐานคือ เมื่อแผ่นน้ำแข็งทะเลหดตัว เหยื่อหลักอย่างแมวน้ำวงแหวน (Ringed seal) อาจกระจุกตัวอยู่ตามผืนน้ำแข็งที่เหลืออยู่ ส่งผลให้หมีขั้วโลกสามารถล่าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำตรงกันว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณน่าวางใจ และหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดอาจเพียงรับมือได้ชั่วคราวกับโลกที่เปลี่ยนไปตรงหน้า

ข่าวดีระยะสั้น กับอนาคตที่ยังเปราะบาง
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า หากการสูญเสียน้ำแข็งทะเลเดินหน้าไปไกลกว่านี้ ระบบนิเวศอาร์กติกอาจข้ามจุดเปลี่ยน (Tipping Point) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรุนแรงและย้อนกลับไม่ได้
เมื่อถึงจุดนั้น หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และเผชิญชะตาเดียวกับประชากรหมีในพื้นที่อื่นของอาร์กติก เช่น อ่าวฮัดสันตะวันตกและทะเลโบฟอร์ตตอนใต้ ที่งานวิจัยก่อนหน้าพบว่าอัตราการรอดชีวิตลดลงชัดเจนเมื่อปริมาณน้ำแข็งทะเลหายไป
“ข่าวดีก็คือ ตอนนี้เรายังไม่ถึงจุดนั้น แต่ข่าวร้ายคือ เราเชื่อว่าในอนาคต เราจะไปถึง”
— จอน อาร์ส กล่าว
หมีอ้วนขึ้น…ไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาหายไป
กรณีของหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดสะท้อนความจริงสำคัญของวิกฤตโลกรวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้สร้างผลกระทบแบบเส้นตรง บางพื้นที่อาจดูเหมือนไปได้ดีในช่วงหนึ่ง แต่กลับซ่อนความเปราะบางไว้ลึกกว่าที่ตาเห็น
หมีขั้วโลกที่อ้วนขึ้นในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าอาร์กติกปลอดภัยขึ้น แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ซับซ้อน และมนุษย์ยังไม่มีสิทธิ์นิ่งนอนใจแม้แต่วินาทีเดียว




