รัสเซียใช้ขีปนาวุธนำวิถีแบบบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ที่ชื่อว่า โอเรชนิค (Oreshnik) 3 ครั้งในสงครามกับยูเครน โดยครั้งล่าสุดคือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 พ.ค.) และเมื่อต้นเดือนมกราคม ขีปนาวุธความเร็วสูงพิเศษนี้ได้โจมตีคลังก๊าซขนาดใหญ่ในภูมิภาคลวีฟ (Lviv) ทางตะวันตกของยูเครน
รัสเซียระบุ ขีปนาวุธนี้เป็นอาวุธ “ล้ำสมัย” ที่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ ตั้งชื่อตามคำภาษารัสเซียที่แปลว่า ต้นเฮเซล โดยถูกยิงครั้งแรกใส่โรงงานในเมืองดนีโปร (Dnipro) ของยูเครนเมื่อปี 2024 จรวดไม่ได้บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ในการโจมตีทั้ง 3 ครั้ง
นี่คือรายละเอียดที่น่าสนใจของขีปนาวุธโอเรชนิค:
พิสัย
รัสเซียระบุว่า โอเรชนิคเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง หมายความว่า สามารถโจมตีเป้าหมายได้ในระยะ 3,000-5,500 กิโลเมตร
เซอร์เกย์ คาราคาเยฟ ผู้บัญชาการกองกำลังจรวดเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย ซึ่งควบคุมคลังอาวุธนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธข้ามทวีปบอกว่า โอเรชนิคสามารถโจมตีเป้าหมายได้ “ทั่วทั้งยุโรป”
อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส พันธมิตรคนสำคัญของ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า โอเรชนิคถูกประจำการในเบลารุส ซึ่งมีพรมแดนติดกับปีกตะวันออกของนาโต
มอสโกประกาศทันทีว่า ระบบขีปนาวุธได้ “เข้าสู่ภารกิจการรบ” แล้ว
ยูเครนระบุว่า ขีปนาวุธถูกยิงจากฐานยิงคาปุสตินยาร์ใกล้เมืองโวลโกกราดทางตอนใต้ของรัสเซีย
อานุภาพ
ปูตินเผยเมื่อปี 2024 ว่า โอเรชนิคมี “หัวรบหลายสิบหัว หัวรบนำวิถี” และว่า ตัวขีปนาวุธเองไม่ได้ก่อให้เกิดการทำลายล้างครั้งใหญ่ เพราะ “ไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ และนั่นหมายความว่า จะไม่มีการปนเปื้อนนิวเคลียร์หลังจากการใช้งาน”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารกล่าวว่า โอเรชนิคอาจติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้
ปูตินบอกว่า องค์ประกอบทำลายล้างของขีปนาวุธอาจมีอุณหภูมิสูงใกล้เคียงกับพื้นผิวของดวงอาทิตย์ “ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในจุดศูนย์กลางของการระเบิดจะแตกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย เป็นอนุภาคพื้นฐาน กลายเป็นฝุ่น” และว่า ขีปนาวุธสามารถโจมตี “แม้แต่เป้าหมายที่มีการป้องกันสูงและตั้งอยู่ในระดับความลึกมาก”
ที่จุดเกิดเหตุการโจมตีครั้งแรกของโอเรชนิคที่ดนีโปรเมื่อปี 2024 สำนักข่าว AFP พบความเสียหายเพียงเล็กน้อยคือ หลังคาอาคารถูกพัดปลิวและต้นไม้ถูกเผาไหม้
เจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานว่าความเสียหายมีจำกัด ซึ่งบ่งชี้ว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดนั้นติดตั้งหัวรบจำลอง
ชาวบ้านรายงานว่าได้ยิน “เสียงที่น่ากลัว” และเห็นแสงวาบสว่างจ้าระหว่างการโจมตี

ความเร็ว
ปูตินอ้างว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสมัยใหม่ไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธโอเรชนิค เนื่องจากโจมตีด้วยความเร็ว 10 มัค หรือ 2.5-3 กิโลเมตรต่อวินาที
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ขีปนาวุธนี้สามารถเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงได้ แต่ไม่สามารถบังคับทิศทางได้เหมือนกับขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงทั่วไป
มาร์ซิน อันเดรย์ ปิโอโตรฟสกี นักวิเคราะห์จากสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งโปแลนด์ (PISM) เผยเมื่อปี 2024 ว่า “หัวรบของมันจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและไปถึงเป้าหมายด้วยความเร็วเหนือเสียง เช่นเดียวกับขีปนาวุธพิสัยกลางและข้ามทวีปอื่นๆ แต่ต่างจากอาวุธความเร็วเหนือเสียงตรงที่ หัวรบของโอเรชนิคไม่ได้บังคับทิศทางใดๆ ที่ความเร็วเหนือเสียง ซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบป้องกันขีปนาวุธซับซ้อนขึ้น”
ต้นกำเนิด
ปูตินกล่าวในปี 2024 ว่า โอเรชนิคไม่ใช่ “การปรับปรุงระบบเก่าของโซเวียต” แต่เป็นอุปกรณ์ “ทันสมัยและล้ำหน้า”
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อธิบายว่า โอเรชนิคเป็นขีปนาวุธ “ทดลอง” ที่พัฒนามาจากขีปนาวุธข้ามทวีป RS-26 Rubezh ของรัสเซีย
คาราคาเยฟบอกว่า ขีปนาวุธดังกล่าว ซึ่งเป็น “ระบบพิสัยกลางแบบติดตั้งบนพื้นดิน” ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของปูตินที่ออกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023
Photo by Russian Ministry of Defence





