ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะส่งทหารเพิ่มเติมจำนวน 5,000 นายไปยังโปแลนด์” ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจและทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับจุดยืนทางทหารของรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุโรป
“เนื่องจากความสำเร็จในการเลือกตั้งของ คาโรล นาฟร็อกกี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของโปแลนด์ ซึ่งผมภูมิใจที่ได้ให้การสนับสนุน รวมถึงความสัมพันธ์ของเรากับเขา ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ‘สหรัฐฯ จะส่งทหารเพิ่มเติมจำนวน 5,000 นายไปยังโปแลนด์’”
— ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social
ทว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่งยกเลิกการส่งกำลังพลราว 4,000 นายไปยังโปแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรป
การกลับลำอย่างกะทันหันนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สิ่งที่ทรัมป์สั่งการลงไปนั้นคืออะไรกันแน่ และการส่งทหารในครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ทางทหารร่วมกับยุโรป หรือเกิดจากแนวทางการทูตแบบเน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีต่อชาติพันธมิตรมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันว่าทหาร 5,000 นายที่ทรัมป์ประกาศส่งมาใหม่นั้น เป็นทหารกลุ่มเดียวกับที่ถูกยกเลิกการส่งไปเมื่อต้นเดือนนี้หรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะถูกส่งมาจากที่อื่นในยุโรป เช่น จากเยอรมนี โดยทั้งทางทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมก็ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหารครั้งล่าสุดนี้มากนัก
ปัจจุบันโปแลนด์เป็นที่ตั้งของทหารสหรัฐฯ ประมาณ 10,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นการประจำการแบบหมุนเวียน โดยนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางทหารที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในเขตชายแดนตะวันออกของนาโต และเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งความช่วยเหลือทางทหารจากชาติตะวันตกไปยังยูเครน
ในปี 2020 โปแลนด์และสหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศฉบับปรับปรุง (Enhanced Defense Cooperation Agreement) ซึ่งเป็นการขยายความร่วมมือทางทหารและช่วยทำให้การประจำการทางทหารของสหรัฐฯ ในโปแลนด์เป็นไปอย่างเป็นทางการมากขึ้นในระยะยาว
แล้วทำไมจู่ๆ ทรัมป์ถึงกลับลำส่งทหารกลับไปใหม่...

คำประกาศนี้ดูเหมือนเป็นการกลับลำอย่างสิ้นเชิงจากสัญญาณต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่า “รัฐบาลทรัมป์กำลังเตรียมการลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในยุโรป”
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการที่จะถอนกำลังทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนี หลังจากเกิดข้อพิพาทสาธารณะระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมอร์ซ ของเยอรมนี เกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งในเวลาต่อมา ทรัมป์ได้บอกเป็นนัยว่า “การปรับลดกำลังพลอาจมีมากกว่านั้นอีก”
ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้กล่าวหาพันธมิตรนาโตในยุโรปซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ประสบความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และไม่ได้ช่วยสนับสนุนนโยบายของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเพียงพอ”
“การตัดสินใจเกี่ยวกับโปแลนด์สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของทรัมป์ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรเป็นแบบผลประโยชน์ต่างตอบแทนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ทรัมป์จะลงโทษรัฐบาลที่เขามองว่าไม่เป็นมิตรหรือไม่ให้ความร่วมมือ ในขณะเดียวกันก็ให้รางวัลแก่ผู้นำและประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองฝ่ายขวาในแบบของเขา”
— นักวิเคราะห์ กล่าว
ในกรณีของเยอรมนีและสเปนต่างเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับจุดยืนของพวกเขาต่อสงครามอิหร่านและงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ในขณะที่รัฐบาลชาตินิยมของโปแลนด์พยายามกระชับความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับทรัมป์และกลุ่มเคลื่อนไหว ‘MAGA’ (Make America Great Again) ที่ขยายตัวในวงกว้าง
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งพูดตามตรงก็คือ ‘ผิดหวัง’ ต่อพันธมิตรนาโตบางประเทศ และปฏิกิริยาของพวกเขาต่อปฏิบัติการของเราในตะวันออกกลางนั้น มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนอยู่แล้ว และนั่นเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่เรื่องนั้นคงจะยังไม่ได้รับการคลี่คลายหรือแก้ไขในวันนี้”
ในทางกลับกัน โปแลนด์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ทุ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงที่สุดในกลุ่มนาโต โดยจัดสรรงบประมาณคิดเป็นร้อยละ 4.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นอกจากนี้ โปแลนด์ยังคงเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของยูเครน และได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สหรัฐฯ เข้ามาเพิ่มกำลังทหารในดินแดนของตน
การจัดวางกำลังพลนี้จึงดูเหมือนเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ทั้งทางยุทธศาสตร์และทางการเมือง นั่นคือการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่แนวรบฝั่งตะวันออกของนาโต พร้อมกับการให้รางวัลแก่หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในยุโรป ในช่วงเวลาที่เขากำลังตั้งคำถามอย่างเปิดเผยต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรรายอื่น ๆ ในยุโรป
ทว่าความสับสนที่เกิดขึ้นรอบ ๆ คำประกาศนี้ ยังช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในวงกว้างที่กำลังปกคลุมนโยบายยุโรปของสหรัฐฯ โดยที่บรรดาประเทศพันธมิตรต่างยังคงพยายามประเมินว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้กำลังลดความมุ่งมั่นที่มีต่อนาโตในภาพรวม หรือเพียงแค่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธมิตรใหม่รอบ ๆ รัฐบาลที่ทรัมป์มองว่า ‘มีความภักดีมากกว่ากันแน่’
(Photo by AFP)





