ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากพันธมิตรและนักยุทธศาสตร์ในพรรครีพับลิกันให้ปรับเปลี่ยนแนวทาง ปรับเปลี่ยนบุคลากรในทำเนียบขาว ฟื้นฟูระเบียบวินัย และยกเลิกนโยบายที่พวกเขามองว่าเป็นต้นเหตุให้พรรคแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงสงครามอิหร่านและภาษีศุลกากร ระหว่างวาระที่เหลืออีก 2 ปีของทรัมป์
จอห์น ฟีเฮรี นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันบอกว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “หายนะครั้งใหญ่” สำหรับทรัมป์
“เขาต้องปัดกวาดบ้าน นับจากวันนี้เป็นต้นไปเขาจะยิ่งเป็นเป็ดง่อยยิ่งขึ้น”
— จอห์น ฟีเฮรี นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกัน
แต่ทรัมป์แทบไม่ได้แสดงทีท่าว่าเขามองผลการเลือกตั้งเป็นเหตุผลให้ต้องเปลี่ยนแนวทางแต่อย่างใด
“ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นการโจมตีผม” ทรัมป์เผยกับ Fox News เมื่อช่วงดึกของวันอังคาร (3 พ.ย.)
เมื่อถูกถามถึงผลการเลือกตั้งระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบขาว ทรัมป์บอกว่า เขาเห็นด้วยกับการประเมินของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ที่ว่า สงครามกับอิหร่านเป็นสาเหตุให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
“ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริงในระดับหนึ่ง เพราะมันส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” ทรัมป์บอก “แต่ในขณะเดียวกัน หากต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ผมก็ยังคงต้องทำแบบเดิม เพราะในระยะยาวแล้ว นี่คือทางออกเดียว คุณจะปล่อยให้อิหร่านทำสงครามนิวเคลียร์ไม่ได้”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกด้วยว่า เขารู้สึกว่าผลลัพธ์ที่แลกมาคุ้มค่าแล้ว
“คุณไม่มีทางเลือกอื่น ผมเองเคยคาดว่าราคาน้ำมันน่าจะพุ่งสูงขึ้นมากกว่านี้มาก ซึ่งผมก็ตัดสินใจโดยคำนึงถึงจุดนั้น แต่คุณไม่มีทางเลือก คุณจำเป็นต้องทำ คุณจะปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ มิเช่นนั้นทุกสิ่งที่คุณเห็นอยู่ตรงนี้อาจไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปในอนาคต”

ทรัมป์ยังลดทอนความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะดำเนินการถอดถอนเขาหรือสมาชิกคณะรัฐมนตรีของเขาออกจากตำแหน่ง
“ผมคิดว่าถ้าพวกเขาทำเช่นนั้น พรรคเดโมแครตเองนั่นแหละที่จะพังพินาศ เพราะการถอดถอนโดยไม่มีเหตุผลรองรับนั้น...จะถอดถอนด้วยเรื่องอะไร เพราะเราทำให้ประเทศประสบความสำเร็จอย่างนั้นหรือ ปัจจุบันประเทศของเราประสบความสำเร็จยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ ในประวัติศาสตร์เสียอีก” ทรัมป์กล่าว
ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อช่วงดึกวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์ถูกถามว่า จะมีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีหรือไม่ โดยพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น
“ไม่นะ ผมไม่คิดอย่างนั้น ผลการเลือกตั้งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคณะรัฐมนตรีของผมเลย” ทรัมป์กล่าว
“มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น...เอาเข้าจริงนะ ผมได้ทำสิ่งดีๆ มากมายมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแหละครับ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น คงเป็นเพราะบรรยากาศในช่วงเวลานั้นมากกว่า” ทรัมป์บอก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อในนโยบายที่พรรครีพับลิกันบางส่วนเกรงว่าจะกลายเป็นภาระทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่งที่หมายมั่นจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 หรือไม่
ทำเนียบขาวเตรียมพร้อมรับการปรับบุคลากรและการสอบสวน
เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ในทำเนียบขาว ที่ปรึกษาอาวุโสกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการลาออกของเจ้าหน้าที่ การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี และการสอบสวนของพรรคเดโมแครต
“การอยู่ที่นี่ในตอนนี้มันแย่สุดๆ ไปเลย” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเผย “ขวัญกำลังใจตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว”
เจ้าหน้าที่รายนี้ยังเผยอีกว่า ผลสำรวจภายในเตือนไว้เมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งว่า พรรครีพับลิกันกำลังจะพ่ายแพ้ในทั้งสองสภา แต่ทรัมป์ไม่ยอมเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับอิหร่าน แม้จะมีคำเตือนเกี่ยวกับผลกระทบทางการเมืองก็ตาม
“ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่สนใจ เขาไม่ยอมฟังใครเลย”
— เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสรายหนึ่ง
ที่ปรึกษาด้านการเมืองของพรรครีพับลิกันรายหนึ่งเผยว่า ความกังวลของพรรครีพับลิกันขยายไปนอกเหนือจากเรื่องสงคราม ในการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มย่อยที่จัดขึ้นสำหรับการเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีการแข่งขันสูงในรัฐต่างๆ เช่น มิชิแกนและไอโอวา ที่ปรึกษาทางการเมืองของพรรครีพับลิกันระดับชาติเริ่มกังวลมากขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้ เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากพรรครีพับลิกันและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระจำนวนมากขึ้นแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นไปที่ห้องบอลรูมของทำเนียบขาวและการปรับปรุงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
“ถ้าทรัมป์ยังเอาแต่พูดเรื่องเดิมๆ แบบนี้ไปตลอด 2 ปีข้างหน้า เราก็คงจะโดนถล่มยับเยินอีกครั้งในการเลือกตั้งรอบหน้า”
— ที่ปรึกษาด้านการเมืองของพรรครีพับลิกันรายหนึ่ง
ถึงอย่างนั้น ทรัมป์ยังเชิญผู้สื่อข่าวให้มาเยี่ยมชมการก่อสร้างห้องบอลรูมโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าในวันพุธ (4 พ.ย.) แล้วบอกว่า “สำหรับผมมันทำให้รู้สึกผ่อนคลาย”
ขณะที่ทำเนียบขาวเองก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวด้วยการโพสต์รูปภาพของทรัมป์ในโซเชียลมีเดียพร้อมข้อความว่า “ประกาศให้ทราบ: ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของคุณอยู่”
หลังจากกวาดเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจในการสกัดกั้นร่างกฎหมายของทรัมป์ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ และคัดค้านบุคคลที่ทรัม์เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้ทรัมป์ ซึ่งใช้อำนาจฝ่ายบริหารมาโดยตลอด หันมาใช้อำนาจเด็ดขาดมากยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังคงมีอำนาจไม่น้อย สำนักข่าว Reuters รายงานก่อนหน้านี้ว่า ทำเนียบขาวใช้เวลาหลายเดือนในการเตรียมการออกคำสั่งฝ่ายบริหารในประเด็นต่างๆ เช่น การเข้าเมือง ภาษีศุลกากร ที่อยู่อาศัย และการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง ซึ่งอาจช่วยให้ทรัมป์สามารถผลักดันวาระบางประการของตัวเองได้ แม้จะเผชิญกับการคัดค้านจากพรรคเดโมแครตก็ตาม
อย่างไรก็ตาม อำนาจฝ่ายบริหารไม่สามารถปกป้องรัฐบาลจากการตรวจสอบโดยรัฐสภาได้
Photo by KENT NISHIMURA / AFP





