การที่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วยคุ้มกันเรือ อาจช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น แต่เรือรบอเมริกันที่คุ้มกันเรือพาณิชย์ที่แล่นช้าจะเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ รวมถึงทุ่นระเบิด ขีปนาวุธ และโดรน ในเส้นทางน้ำแคบๆ ที่ติดกับอิหร่านนี้
อิหร่านขู่ว่าจะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลกผ่านเป็นประจำ เพื่อตอบโต้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยเตือนถึง “ความตาย ไฟ และความโกรธแค้น” หากอิหร่านขัดขวางการไหลของน้ำมัน ก็ได้เสนอแนวคิดให้กองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือพาณิชย์เช่นกัน แต่กองกำลังของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เริ่มภารกิจที่มีความเสี่ยงนี้
โจนาธาน ชโรเดน หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิจัยของศูนย์วิเคราะห์กองทัพเรือกล่าวว่า “มีภัยคุกคามหลายอย่างที่อิหร่านอาจนำมาใช้กับภารกิจคุ้มกันแบบนั้น”
ภัยคุกคามเหล่านั้นรวมถึงทุ่นระเบิดในทะเล เรือโจมตีเร็ว ขีปนาวุธ และโดรนโจมตีแบบใช้ครั้งเดียว
“ถ้าคุณวางทุ่นระเบิดในน้ำ และเสริมกำลังด้วยภัยคุกคามทั้งทางผิวน้ำและทางอากาศ คุณจะสร้างภัยคุกคามหลายชั้นที่ขยายจากใต้น้ำขึ้นสู่ผิวน้ำและในอากาศ” ชโรเดนกล่าว “นั่นทำให้การป้องกันยากขึ้นมาก”
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) ทรัมป์เตือนอิหร่านเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบ โดยกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “หากมีการวางทุ่นระเบิดด้วยเหตุผลใดก็ตาม และไม่ถูกถอนออกโดยทันที ผลกระทบทางทหารต่ออิหร่านจะรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”
สหรัฐฯ มีเรือรบหลายลำประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ
แต่ชโรเดนบอกว่า ภารกิจคุ้มกันจะดำเนินการโดยเรือขนาดเล็กกว่า เช่น เรือพิฆาตหรือเรือฟริเกต ซึ่งอาจมีเครื่องบินรบหรือเฮลิคอปเตอร์คอยคุ้มกันอยู่ด้านบน โดยจะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำในคราวเดียวกัน
ชโรเดนเผยว่า เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะ “สร้างผลในการป้องปราม” และยังสามารถ “ตอบโต้ได้หากเรือบรรทุกน้ำมันถูกยิง”

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความกว้างราว 48 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุดนั้น ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านฝั่งหนึ่งและโอมานอีกฝั่งหนึ่ง
จากข้อมูลที่รวบรวมโดยองค์การการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และทางการอิหร่าน พบว่าระหว่างวันที่ 1-10 มีนาคม มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 10 ลำที่อยู่ในหรือใกล้ช่องแคบถูกยิง เล็งเป้าหมาย หรือมีรายงานการโจมตี
นอกจากนี้ เรือบรรทุกสินค้าเทกอง 3 ลำ เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 2 ลำ เรือลากจูง 1 ลำ และเรือขุดเจาะน้ำมัน 1 ลำ ได้รายงานเหตุระเบิด การชน หรือกิจกรรมที่น่าสงสัยในพื้นที่ดังกล่าว
“นี่คือความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่างแท้จริง ซึ่งอาจลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็วมาก หากไม่ได้รับการแก้ไข” ชโรเดนกล่าว
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยปฏิบัติภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน ในชื่อปฏิบัติการ “เออร์เนสต์วิลล์” (Operation Earnest Will) ในภูมิภาคเดียวกันนี้ เพื่อปกป้องเรือจากการโจมตีของกองกำลังอิหร่านในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ระหว่างปี 1980-1988
“ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ขอบเขตและขนาดของขีดความสามารถทางทหารของทั้งสองฝ่าย” ชโรเดนกล่าว
“ตัวอย่างเช่น อิหร่านไม่มีโดรน พวกเขาไม่มีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธมากเท่าที่พวกเขามีในปัจจุบัน” ในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ ในปัจจุบันมี “ความสามารถที่มากกว่ามาก...ในการใช้กำลังทางอากาศ อวกาศ และไซเบอร์” ซึ่ง “ไม่มีในยุค 80”
แดเนียล ชไนเดอร์แมน นักวิจัยอาวุโสประจำโครงการความมั่นคงตะวันออกกลางของศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันใหม่กล่าวว่า กองกำลังของอิหร่านยังคงเป็นอันตรายอยู่ แม้ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีกันมานานกว่า 10 วันแล้วก็ตาม
“ภัยคุกคามนั้นมีนัยสำคัญและเป็นเรื่องจริงมาก แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ และกองทัพอิสราเอลจะสามารถทำอะไรได้บ้างแล้วก็ตาม” ชไนเดอร์แมนกล่าว
ชไนเดอร์แมนเผยอีกว่า “ภารกิจของสหรัฐฯ ในการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจำนวนเรือที่จะเกี่ยวข้องในภารกิจประเภทนี้ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก”
Photo by SAHAR AL ATTAR / AFP





