ในมาเลเซีย คำถามเกี่ยวกับการทุจริตที่ประชาชนถามกันอยู่เสมอไม่ว่าใครจะอยู่ในอำนาจก็ตามคือ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ
ข้อกล่าวหาใหม่เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทเอกชนของเจ้าหน้าที่ต่อต้านการทุจริตระดับสูงของประเทศ ทำให้คำถามนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
สัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างเอกสารที่บริษัทต้องยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อเปิดเผยข้อมูลทางการเงินหรือการดำเนินงานว่า อาซัม บากี ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับข้าราชการ
Bloomberg รายงานว่า อาซัมเป็นเจ้าของหุ้น 17.7 ล้านหุ้นของบริษัท Velocity Capital Partner Bhd. ตามรายงานประจำปีที่บริษัทบริการทางการเงินดังกล่าวได้ยื่นต่อคณะกรรมการบริษัทของมาเลเซีย ซึ่งหุ้นดังกล่าวจะมีมูลค่าเกือบ 800,000 ริงกิต (หรือราว 6.36 ล้านบาท) ณ เวลาที่รายงานดังกล่าวเผยแพร่
หนังสือเวียนของรัฐบาลมาเลเซียปี 2024 ซึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับระเบียบปี 1993 ที่กำหนดพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐอาจซื้อหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในมาเลเซียได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียน หรือ 100,000 ริงกิต แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า นอกจากนี้ยังต้องรายงานทรัพย์สินอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี และรายงานเรื่องการซื้อและขายหุ้นด้วย
อาซัมปฏิเสธการกระทำผิดและกล่าวว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวน โดยยินดีต้อนรับ “กระบวนการที่โปร่งใส เป็นอิสระ และเป็นกลาง” เพื่อสร้างข้อเท็จจริง “บนพื้นฐานของหลักฐานและสอดคล้องกับหลักการของความยุติธรรมและหลักนิติธรรม”
ส่วนกรณีของการถือหุ้น อาซัมชี้แจงว่า เขาแจ้งการทำธุรกรรมหุ้นผ่านช่องทางราชการที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามข้อกำหนดของข้าราชการ และว่า หุ้นดังกล่าวถูกขายไปในภายหลังแล้ว และย้ำว่า ไม่ได้ถือหุ้นใดๆ หลังจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
นอกจากนี้ อาซัมยังส่งจดหมายเรียกร้องไปยังบลูมเบิร์กผ่านทางทนายความของเขา และเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านริงกิต โดยอ้างว่า รายงานข่าวของ Bloomberg เป็นการหมิ่นประมาท
ด้านสำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ระบุว่า อาซัมได้ “ปฏิบัติตามข้อกำหนดการแจ้งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน” ในส่วนที่เกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้ การได้มาและการจำหน่ายทรัพย์สิน รวมถึงหุ้น
ในเวลาต่อมาคณะรัฐมนตรีมาเลเซียมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวว่า คณะกรรมการพิเศษที่นำโดยเลขาธิการใหญ่จะทำการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่รายงานโดย Bloomberg อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยจะปรึกษาหารือกับอัยการสูงสุดด้วย
“ผมไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปรบกวนบทบาทโดยรวมของหน่วยงาน เพราะแน่นอนว่าจะมีการพยายามยับยั้งพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาดำเนินการอย่างเด็ดขาด” อันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเรียกร้องให้ผู้สอบสวนปฏิบัติหน้าที่ “อย่างกล้าหาญและเด็ดขาด” และอธิบายว่าการทุจริตเป็นภัยคุกคามที่ต้องเผชิญหน้า
เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นบททดสอบทางการเมืองสำหรับอันวาร์ ผู้ซึ่งขึ้นสู่อำนาจโดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปสถาบันหลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของมาเลเซียมาหลายปี รวมทั้งกรณีทุจริตกองทุน 1MDB
ชาวมาเลเซียพากันเรียกร้องให้อาซัมพักงานหรือลาออก มีการจัดการประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้ประท้วงราว 1,000 คนพร้อมใจกันสวมเสื้อดำ และติดแฮชแท็ก #TangkapAzamBaki (#ArrestAzamBaki) ซึ่งเป็นการเลียนแบบการเดินขบวนประท้วงครั้งก่อนในปี 2022 เมื่อมีรายงานว่าอาซัมถือหุ้นเกินมูลค่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ

ราฟิซี รามลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องให้อาซัมลาออก
“หากรัฐบาลยังคงยืดเยื้อ ปฏิเสธที่จะพักงาน อาซัม บากี และไม่ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับมาดำเนินการเช่นนี้ต่อไปจนกว่าเขาจะลาออก” ราฟิซีกล่าวกับฝูงชน “หากอันวาร์ยังคงปกป้องเขา ผู้คนจะพูดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาซัม บากี อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของอันวาร์ด้วย”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาซัมพัวพันกรณีถือครองหุ้น อาซัมเคยถูกตรวจสอบเรื่องการซื้อขายหุ้นมาแล้ว เมื่อปี 2021 มีเสียงเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ ลาลิตา กุณารัตนัม นักข่าว รายงานว่าเขาถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทแห่งหนึ่ง
ขณะนั้นอาซัมชี้แจงว่า น้องชายใช้บัญชีซื้อขายหุ้นของเขา ขณะที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์มาเลเซียระบุว่า ไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นโดยใช้ตัวแทน
ต่อมาอาซัมได้ฟ้องร้องกุณารัตนัมในข้อหาหมิ่นประมาท เรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านริงกิต ก่อนที่คดีจะยุติลงในปี 2024 ด้วยเงื่อนไขที่ไม่เปิดเผย โดยไม่มีฝ่ายใดรับสารภาพผิด
Photo by ARIF KARTONO / AFP







