โครงการรถไฟความเร็วสูง Whoosh กำลังสร้างภาระทางกาคลังให้อินโดนีเซีย โดยรัฐบาลอินโดนีเซียต้องดึงเงินจากงบประมาณแผ่นดิน มาชำระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าวที่มีปัญหาทางการเงินให้จีน ทั้งที่ตอนแรกจีนบอกว่าของเสนอของจีนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินให้อินโดนีเซีย ซึ่งสุดท้ายกลับกลายเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป
ปราเซตโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต ตัดสินใจว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินประมาณ 1.2 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2,219 ล้านบาท) ต่อปีจากงบประมาณแผ่นดินเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว
จีนเป็นผู้นำในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง Whoosh ซึ่งเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนตุลาคม 2023 นับเป็นรถไฟความเร็วสูงแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชื่อมต่อจาการ์ตาและบันดุง เมืองสำคัญในชวาตะวันตก ในระยะทาง 140 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ญี่ปุ่นและจีนได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงสัญญาการก่อสร้างทางรถไฟเส้นนี้ ในตอนแรก ข้อเสนอโครงการที่คล้ายกับชินคันเซ็นของญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน 2015
แต่ในที่สุด ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ในขณะนั้นก็เลือกข้อเสนอของจีนในเดือนกันยายน 2015 หลังจากที่จีนนำเสนอข้อเสนอที่ดึงดูดใจอย่างมาก โดยมีประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และโครงการริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นแรงผลักดัน
ข้อเสนอของจีนนั้นพิเศษตรงที่ไม่ต้องการเงินสนับสนุนหรือการค้ำประกันหนี้จากอินโดนีเซีย
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนจะให้กู้ยืม 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 75% ของต้นทุนโครงการทั้งหมด และหนี้ทั้งหมดจะถูกชำระคืนโดยใช้รายได้จากการเดินรถไฟ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นไม่ได้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาเริ่มต้นของโครงการ
สาเหตุมาจากการมองโลกในแง่ดีเกินไป ต้นทุนโครงการทั้งหมดประเมินไว้เบื้องต้นที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นอีก 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความล่าช้าในการก่อสร้างและปัจจัยอื่นๆ
รายได้จากค่าโดยสารก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก การคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารเบื้องต้นอยู่ที่กว่า 18 ล้านคนต่อปี แต่ปีที่แล้วมีผู้โดยสารเพียง 6.2 ล้านคนเท่านั้น
ผู้ดำเนินการรถไฟความเร็วสูงเป็นเจ้าของโดยกลุ่มบริษัทรัฐวิสาหกิจ 60% นำโดยบริษัทรถไฟแห่งรัฐของอินโดนีเซีย (KAI) และ 40% โดยกลุ่มบริษัทจีน สถานะทางการเงินของบริษัทแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดย บ็อบบี้ รัสยิดดิน ประธาน KAI อธิบายว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ที่กำลังนับถอยหลัง
กลุ่มบริษัทอินโดนีเซียขาดทุนสุทธิ 4.19 ล้านล้านรูเปียห์สำหรับปีสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2024 และผลขาดทุนสุทธิ 1.62 ล้านล้านรูเปียห์สำหรับช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน หนี้สินของบริษัทพุ่งสูงขึ้นเป็น 18.9 ล้านล้านรูเปียห์ และผลขาดทุนและหนี้สินของบริษัทที่ดำเนินงานโดยรวมสูงกว่านี้
ปี 2017 ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนได้ให้เงินกู้ระยะเวลา 40 ปีแก่ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตราดอกเบี้ย 2% และให้เงินกู้เพิ่มเติมอีก 35 ปีในอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 3% เมื่อปี 2023 เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เฉพาะดอกเบี้ยจ่ายรายปีอย่างเดียวก็สูงถึงประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว (3,729.6 ล้านบาท) เงินจำนวน 1.2 ล้านล้านรูเปียห์ต่อปีที่รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจรับภาระนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ยจ่ายด้วยซ้ำ
เพื่อแก้ไขปัญหาของ Whoosh จำเป็นต้องมีการระดมทุนเพิ่มเติมและการปรับโครงสร้างหนี้ ในขณะที่กองทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผู้ดำเนินงานกำลังพิจารณาจัดหาเงินทุนเพื่อชำระหนี้ รัฐบาลก็กำลังเจรจากับจีนเพื่อขยายระยะเวลาการชำระหนี้ด้วย
บริษัทผู้ดำเนินงานจำเป็นต้องขยายเส้นทางรถไฟเพื่อขยายฐานผู้โดยสาร รวมถึงเพิ่มรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรถไฟโดยการส่งเสริมการพัฒนาเมืองรอบสถานี เพื่อให้ได้กำไร
ข้อเสนอของญี่ปุ่นประเมินต้นทุนโครงการทั้งหมดไว้ที่ 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 75% จะได้รับการสนับสนุนจากเงินกู้ระยะเวลา 40 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียเป็นผู้ค้ำประกัน แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าข้อเสนอของญี่ปุ่นจะดำเนินการตามแผนหรือไม่ แต่ก็อาจถูกกว่าในแง่ของอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยอื่นๆ
ท่ามกลางความสับสนและการขาดทุน มีการเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบการตัดสินใจที่นำไปสู่สถานการณ์ปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเดือนตุลาคม วิโดโดออกมาปกป้องโครงการรถไฟ โดยกล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพื่อสร้างผลกำไร
เดือนพฤศจิกายน คณะกรรมการของรัฐบาลได้เริ่มการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว มีรายงานว่าบุคคลหลายคนขายที่ดินของรัฐให้กับรัฐบาลโดยปลอมแปลงเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น
Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP




