จีนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในการลดมลพิษอากาศในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเปลี่ยนจากเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันพิษ กลายเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างปกติ

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน
ริมฝั่งแม่น้ำเหลียงหม่าในปักกิ่ง เมื่อ 15 ปีก่อนจะเต็มไปด้วยหมอกควันและแทบจะกลายเป็นเมืองร้างในฤดูหนาว ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ที่ครอบครัวและผู้สูงอายุมาออกกำลังกายทุกเช้า
"เมื่อก่อนเลวร้ายมาก เวลามีหมอกควันฉันไม่ออกมา แต่ตอนนี้อากาศสดชื่นมาก"
— ชาวปักกิ่งวัย 83 ปี เผย
ระดับ PM2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ลดลง 69.8% ในปักกิ่งตั้งแต่ปี 2013 ขณะที่ในระดับประเทศลดลง 41% ในช่วงทศวรรษ 2014-2024

แผนปฏิบัติการสู้กับมลพิษ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อหมอกควันหนาทึบปกคลุมเมืองต่างๆ ของจีนเป็นเวลานานหลายวัน โดยเฉพาะเมืองฮาร์บิน ที่มีระดับ PM2.5 สูงถึง 40 เท่าของมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำในขณะนั้น วลี "จับมือคุณแล้วแต่มองหน้าไม่เห็น" แพร่หลายในโลกออนไลน์
เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศแผนปฏิบัติการ 10 ข้อ โดยเรียกว่า "สงครามต่อสู้กับมลพิษ" ซึ่งนำไปสู่การติดตั้งระบบตรวจวัดที่ครอบคลุมมากขึ้น การปรับปรุงเทคโนโลยีในโรงงาน การปิดหรือย้ายโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหิน

ความท้าทายที่ยังคงอยู่
แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่คุณภาพอากาศในหลายเมืองของจีนยังคงอยู่ในระดับอันตรายตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ในฤดูหนาวนี้ เมืองต่างๆ ของจีนรวมทั้งเซี่ยงไฮ้ ยังคงติดอันดับ 20 เมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกอย่างสม่ำเสมอ
นักวิจัยจากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ระบุว่า ผลไม้ที่อยู่ต่ำและเด็ดง่ายหมดไปแล้ว มลพิษกำลังเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกตามการย้ายฐานอุตสาหกรรมหนักไปยังภูมิภาคอย่างซินเจียง

เป้าหมายในอนาคต
จีนมีเป้าหมายลดมาตรฐาน PM2.5 จาก 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันเป็น 25 ไมโครกรัม ภายในปี 2035 ซึ่งยังคงสูงกว่ามาตรฐาน 5 ไมโครกรัม ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ
นักวิจัยเชื่อว่าทางออกสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะจีนที่เป็นมหาอำนาจด้านพลังงานหมุนเวียน และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงในปี 2025



