ทรัมป์จะโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หรือแค่กดดันให้เจรจานิวเคลียร์

29 ม.ค. 2569 - 16:49

  •   โพสต์ใน Truth Social ล่าสุดของทรัมป์บ่งบอกว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมเจรจาเรื่องการจำกัดโครงการนิวเคลียร์

  • แหล่งข่าวเผยว่า อิหร่านกำลังพยายามสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ให้ลึกลงไปใต้ดินยิ่งกว่าเดิม

  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าวว่า ทรัมป์ตระหนักดีว่าการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านจะยากกว่าปฏิบัติการลับที่แม่นยำในเวเนซุเอลามาก

ทรัมป์จะโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หรือแค่กดดันให้เจรจานิวเคลียร์

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของหสรัฐฯ ส่งสารไปถึงผู้ชุมนุมประท้วงในอิหร่านว่า “ความช่วยเหลือกำลังไป” และขู่ว่าจะโจมตีหากอิหร่านแขวนตอผู้ประท้วง แต่ก็มีท่าทีอ่อนลง

แต่โพสต์ใน Truth Social ล่าสุดของทรัมป์บ่งบอกว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมเจรจาเรื่องการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และว่า การโจมตีครั้งต่อไปจะหนักกว่าครั้งก่อนที่ถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน 3 แห่ง

นี่เป็นการปรับเปลี่ยนเป้าหมายที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศไว้สำหรับอิหร่านอย่างรวดเร็ว แต่เราก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมทรัมป์ถึงหันมาสนใจโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอีกครั้ง ทั้งที่บอกว่าการโจมตีเมื่อปีที่แล้วสร้างความเสียหายให้โรงงานนิวเคลียร์ แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับข้อมูลข่าวกรองล่าสุดของสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ระบุว่า อิหร่านกำลังพยายามสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ให้ลึกลงไปใต้ดินยิ่งกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีฐานทัพทหารที่สำคัญในตะวันออกกลางอยู่แล้ว โดยมีกำลังพลมากถึง 50,000 นายในภูมิภาคนี้ ประมาณ 10,000 นายประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดอิดในกาตาร์ แต่สหรัฐฯ ยังมีฐานทัพในจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข่าวกรองจากแหล่งเปิดได้ติดตามเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ จำนวนมากที่เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เพิ่มเติม

ภาพถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25 ม.ค.) ของฐานทัพอากาศอัล-อูเดอิด ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นโครงสร้างใหม่จำนวนมากปรากฏขึ้นที่บริเวณรอบนอกของฐานทัพ

หลังจากสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอัล-อูเดอิด ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ชมภาพถ่ายดาวเทียมเผยว่า ขณะนี้ดูเหมือนว่าจะมีการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่ที่นั่น

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านั้น แต่ BBC Verify สามารถติดตามการมาถึงของเครื่องบินขับไล่ F-15 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้

นอกจากนี้ ยังมีการพบเห็นโดรนและเครื่องบินสอดแนม P-8 โพไซดอน ปฏิบัติการอยู่ใกล้กับน่านฟ้าของอิหร่าน บนเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 รวมทั้งเครื่องบินขนส่งหลายลำ ซึ่งเชื่อกันว่าบรรทุกระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศไปยังภูมิภาคนี้ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต เพื่อช่วยปกป้องกองกำลังสหรัฐฯ ในพื้นที่จากความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะตอบโต้ นอกจากนี้ แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า สหรัฐฯ กำลังวางแผนที่จะเคลื่อนย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD อย่างน้อยหนึ่งระบบไปยังภูมิภาคนี้ด้วย

บรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ USS Abraham Lincoln (CVN 72) กำลังแล่นผ่านทะเลอาหรับเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2012 Photo by HO / US NAVY / AFP
บรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ USS Abraham Lincoln (CVN 72) กำลังแล่นผ่านทะเลอาหรับเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2012 Photo by HO / US NAVY / AFP

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมาถึงของกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของสหรัฐฯ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกแต่ได้รับคำสั่งให้หันกลับและมุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลาง

แม้ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จะไม่ได้ประกาศตำแหน่งอย่างเป็นทางการมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบบติดตามของเครื่องบินออสเปรย์ บน FlightRadar24 พบว่า กำลังลงจอดในโอมานหลังจากออกจากพื้นที่นอกชายฝั่งในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งบ่งชี้ว่าเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์นอาจกำลังปฏิบัติการอยู่ใกล้กับโอมาน

กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยมีฝูงบินประมาณ 70 ลำ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 รุ่นล่าสุด ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงเรดาร์ของศัตรูได้

กลุ่มเรือโจมตีนี้ยังมีเรือพิฆาต 3 ลำที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนโจมตีภาคพื้นดินโทมาฮอว์ก และโดยปกติจะมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งสามารถยิงอาวุธชนิดเดียวกันได้

นอกจากนี้ ยังมีเรือพิฆาตของสหรัฐฯ อีก 2 ลำที่อยู่ในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เรามีกองเรือขนาดใหญ่แล่นอยู่ในภูมิภาคนั้น และเราจะรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

นี่อาจบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อปกป้องตนเองและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียจากการโจมตีตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น หากทรัมป์สั่งโจมตีอิหร่าน

สเตฟาน วัตกินส์ ผู้ติดตามเรือและแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบในโซเชียลมีเดีย เพิ่งติดตามการมาถึงของเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าและเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ซึ่งประจำการอยู่ที่นั่นระหว่างปฏิบัติการ Midnight Hammer (ที่ถล่มโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านรอบก่อน) รวมถึง RC-135, E-11A BACN และ E-3G Sentry ด้วย

วัตกินส์เผยว่า “นั่นอาจบ่งชี้” ว่า การโจมตี “กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้”

พันธมิตรตะวันออกกลางกังวล

กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ มายาวนานและเป็นที่ตั้งของฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างเกรงว่าพวกเขาจะเป็นเป้าหมายแรกของการตอบโต้จากอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงขีปนาวุธของอิหร่านหรือการโจมตีด้วยโดรนจากกลุ่มฮูษีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน

ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอียิปต์ ได้ล็อบบี้สหรฐฯ ไม่ให้โจมตีอิหร่าน มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียได้แจ้งประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่านว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ทางอากาศหรือดินแดนของตนในการปฏิบัติการทางทหารต่อเตหะราน เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แหล่งข่าวอาหรับรายหนึ่งกล่าวว่า “สหรัฐฯ อาจลั่นไก แต่ไม่ต้องรับผลที่ตามมา เราต่างหากที่จะต้องรับผลนั้น”

เป้าหมายที่เป็นไปได้

แมทธิว ซาวิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์การทหารของสถาบันวิจัยด้านกลาโหม Rusi กล่าวว่า ด้วยท่าทีทางทหารในปัจจุบันของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ สหรัฐฯ “น่าจะสามารถเข้าไปโจมตีได้เกือบทุกที่ในอิหร่าน และโจมตีได้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งก่อสร้างที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกที่สุด” ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2

ดังนั้น หากทรัมป์ออกคำสั่ง สหรัฐฯ อาจจะโจมตีเป้าหมายใดบ้าง?

ซาวิลล์ ซึ่งเคยทำงานด้านนโยบายอิหร่านกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกหลายประการ

ทางเลือกแรกอาจเป็นศักยภาพทางทหารของอิหร่าน “เช่น ภัยคุกคามจากขีปนาวุธ หรือระบบขีปนาวุธชายฝั่ง” อย่างน้อยที่สุดก็อาจทำให้อิหร่านตอบโต้ได้ยากขึ้น ซึ่งอิหร่านกำลังขู่ว่าจะทำ

อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธพิสัยใกล้และโดรนพิสัยไกลจำนวนมาก ซึ่งทำให้พันธมิตรของสหรัฐฯ บางประเทศรู้สึกกังวล บางประเทศได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเขาจะไม่สนับสนุนการโจมตีของสหรัฐฯ เพิ่มเติม

อีกทางเลือกหนึ่งคือการโจมตีระบอบการปกครองของอิหร่านเอง

ซาวิลล์กล่าวว่า “พวกเขาอาจมุ่งเป้าไปที่ศูนย์อำนาจทางทหาร รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน และอาจรวมถึงกองกำลังติดอาวุธที่ปราบปรามผู้ประท้วง”

อย่างไรก็ตาม การพยายามโค่นล้มผู้นำของอิหร่านอาจพิสูจน์ได้ว่ายากและอันตรายกว่า

อิสราเอลเคยโจมตีผู้นำระดับสูงของอิหร่านในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงการติดตามบอดี้การ์ดเพื่อหาตำแหน่งของพวกเขา แต่อิหร่านน่าจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและกระจายกำลังไปแล้ว

ซาวิลล์กล่าวว่า สหรัฐฯ “อาจจะค้นหาและสังหารบุคคลระดับสูงได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบโดยรวมจะเป็นอย่างไร”

“เราอาจกำลังเห็นช่วงสุดท้ายของการล่มสลายของระบอบการปกครองปัจจุบันนี้ แต่ปัญหาคืออาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีจึงจะจบลง” ซาวิลล์กล่าวเสริม

ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขายินดีที่จะใช้กำลังทหาร แต่ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในอดีตว่า ไม่มีความปรารถนาที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน

การแทรกแซงทางทหารของทรัมป์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ยึดหลัก สั้น กระชับ และจำกัด

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าวว่า ทรัมป์ตระหนักดีว่าการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านจะยากกว่าปฏิบัติการลับที่แม่นยำในเวเนซุเอลามาก

info-iran-missile-arsenal-2.jpg

อิหร่านมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรนโจมตีมากมายในคลังแสง รวมถึงเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และรัสเซียที่แม้จะเก่าแต่ก็ผ่านการทดสอบในการรบมาแล้ว ศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าและเก่ากว่าระบบที่ทันสมัยของสหรัฐฯ มาก ทำให้การโจมตีที่เด็ดขาดทำได้ยากขึ้นมาก และแตกต่างจากกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เตหะรานอยู่ห่างจากชายฝั่งหลายชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายที่แตกต่างกันสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นที่นั่น

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ในอิหร่านนั้น “ซับซ้อนกว่า”

“คุณกำลังพูดถึงระบอบการปกครองที่อยู่ในอำนาจมานานมาก ดังนั้นจะต้องมีการคิดอย่างรอบคอบมากหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง” รูบิโอเผยโดยอ้างถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน

ไม่ว่าจะอย่างไร ขณะนี้ทรัมป์ต้อง “ชั่งน้ำหนักระหว่างความปรารถนาที่จะถูกมองว่าเป็นผู้เด็ดขาด กับโอกาสที่จะบรรลุผลสำเร็จอย่างเด็ดขาดจริงๆ”

Photo by SAUL LOEB / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์