การมาถึงของกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้จำนวนเรือรบของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ลำ ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจการยิงที่สำคัญให้กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หากเขาตัดสินใจโจมตีอิหร่าน
จำนวนเรือในตะวันออกกลางในขณะนี้มีจำนวนใกล้เคียงกับที่ส่งไปยังทะเลแคริบเบียนก่อนปฏิบัติการอันน่าทึ่งของสหรัฐฯ ในการจับกุม นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งกองกำลังอเมริกันดำเนินการเมื่อต้นปี
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยเมื่อวันที่ 28 มกราคมว่า จำนวนเรือของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางทั้งหมดอยู่ที่ 10 ลำ โดยตัวเลขดังกล่าวรวมถึงกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ซึ่งมีเรือพิฆาต 3 ลำ และเครื่องบินรบล่องหน F-35C ประจำการอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรือรบของสหรัฐฯ อีก 6 ลำที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เรือพิฆาต 3 ลำ และเรือรบชายฝั่ง 3 ลำ
ทรัมป์โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 28 มกราคมว่า “กองเรือขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน และเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว...เช่นเดียวกับเวเนซุเอลา กองเรือนี้พร้อม เต็มใจ และสามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วและความรุนแรงหากจำเป็น”
ทรัมป์โพสต์อีกว่า “เวลาเหลือน้อยลงแล้ว” พร้อมเรียกร้องให้อิหร่าน “เจรจา!”
คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติตอบโต้กลับ โดยกล่าวในโพสต์บน X ว่า อิหร่าน “พร้อมสำหรับการเจรจา” แต่ “หากถูกกดดัน เตหะรานจะปกป้องตนเองและตอบโต้ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!”
เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์นและเรือที่ติดตามมาด้วยได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางจากทะเลจีนใต้ไปตะวันออกกลาง เนื่องจากอิหร่านปราบปรามการประท้วง ซึ่งเริ่มต้นจากความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ แต่ได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต่อต้านสาธารณรัฐอิสลาม
ผู้นำทางศาสนาที่ขึ้นสู่อำนาจหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ตอบโต้การประท้วงด้วยกำลังที่รุนแรงและยึดอำนาจไว้ โดยฝ่ายตรงข้ามของระบบหลายคนมองหาการแทรกแซงจากภายนอกว่าเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
ทรัมป์เตือนอิหร่านหลายครั้งว่า หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทางทหาร และยัง
สนับสนุนให้ชาวอิหร่านเข้ายึดครองสถาบัน โดยกล่าวว่า “ความช่วยเหลือกำลังมา” ก่อนจะถอนคำสั่งโจมตีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า อิหร่านหยุดการประหารชีวิตมากกว่า 800 รายภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นก็ได้ขู่คุกคามอิหร่านอีกครั้ง
Photo by JEREMIAH BARTELT / US NAVY / AFP




