สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง หลังทั้ง 2 ฝ่ายยังคงขู่กันไปมา ทางฟากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ออกมาเตือนอิหร่านว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที” ขณะเดียวกัน กองเรือรบสหรัฐฯ หลายลำก็มุ่งหน้าสู่อิหร่านเพื่อเพิ่มความกดดัน ส่วนทางอิหร่านก็ไม่กลัว “พร้อมตอบโต้หากถูกสหรัฐฯ โจมตีไม่ว่าจะรูปแบบใด” แต่ก็ยังเปิดรับการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อคลายความตึงเครียดกับสหรัฐฯ
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในนาทีสุดท้าย ก็มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์จะตัดสินใจสั่งให้กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน...แล้วผลที่ตามมาล่ะ...SPACEBAR พาไปดู 7 ฉากทัศน์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
1.) อิหร่านเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘ประชาธิปไตย’ (?)

ในกรณีนี้อาจจะมองแบบโลกสวยไปเสียหน่อย ซึ่งนั่นหมายความว่า สหรัฐฯ จะต้องโจมตีแบบเจาะจงและแม่นยำ เพื่อลดความสูญเสียของพลเรือนให้น้อยที่สุด โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน และหน่วยบาซิช (Basij Resistance Force) กองกำลังกึ่งทหาร รวมถึงสถานที่ปล่อยและเก็บขีปนาวุธ ตลอดจนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ผลที่ตามมาคือ ระบอบการปกครองอิหร่านที่อ่อนแออยู่แล้วจะถูกโค่นล้ม และในที่สุด อิหร่านก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และสามารถกลับเข้ามามีส่วนร่วมกับส่วนอื่นๆ ของโลกได้
แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ‘นี่เป็นสถานการณ์ที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไป’...ยกตัวอย่างการแทรกแซงทางทหารของตะวันตกในอิรักและลิเบีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็ไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างราบรื่นเท่าใดนัก แม้ว่าการปฏิวัติจะ ‘ยุติ’ ระบอบเผด็จการที่โหดร้ายได้ในทั้ง 2 กรณี แต่ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายและการนองเลือดเป็นเวลาหลายปี
2.) ระบอบอิหร่านยังคงอยู่ แต่นโยบายเปลี่ยน

สำหรับกรณีนี้จะคล้ายๆ กับ ‘แบบจำลองเวเนซุเอลา’ ที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการทหารบุกจับอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และสนับสนุนให้ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดีแทน ขณะเดียวกันระบอบการปกครองเดิมของประเทศก็ยังคงอยู่ แต่แค่มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับอิหร่าน นั่นหมายความว่า ‘ระบอบอิหร่านจะยังคงอยู่รอด’ ซึ่งแน่นอนว่าคนอิหร่านจำนวนมากต้องไม่พอใจกับสิ่งนี้แน่ๆ
ระบอบอิหร่านอาจถูกบังคับให้ลดการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรงทั่วตะวันออกกลาง ยุติหรือลดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธภายในประเทศ รวมถึงผ่อนปรนการปราบปรามการประท้วง
และในกรณีนี้ก็ถือว่า ‘เป็นไปได้ยาก’!!!...เนื่องจากระบอบอิหร่านนั้นค่อนข้าง ‘ซับซ้อน’ และหยั่งรากลึกทางการเมืองมานาน อีกทั้งผู้นำสูงสุดก็ยังคงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 47 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาดูแล้ว การเมืองอิหร่านคงจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางในขณะนี้ได้อย่างง่ายดายแน่ๆ
3.) ระบอบอิหร่านล่มสลาย...ระบอบทหารเข้ามาแทน

กรณีนี้ ใครๆ หลายคนก็คิดว่า ‘เป็นหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุด’...หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ อิหร่านอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่วุ่นวาย ทว่าในช่วงสุญญากาศทางการเมืองนี้ ก็เป็นไปได้ที่ทหารจะเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจเป็นบุคคลจากกองกำลัง IRGC
แม้ว่าระบอบอิหร่านจะไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนจำนวนมาก และการประท้วงแต่ละครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้ระบอบอิหร่านอ่อนแอลงไปอีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีกลุ่มอำนาจมืดด้านความมั่นคงขนาดใหญู่ซึ่งมีผลประโยชน์ในการรักษาสถานะของระบอบอิหร่าน
และนั่นแหละเป็นเหตุผลหลักที่การประท้วงโค่นระบอบอิหร่านล้มเหลว เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยัง ‘ไม่มีการแปรพักตร์ของฝ่ายรัฐบาล’ ไปอยู่ฝ่ายผู้ประท้วงเลย
4.) อิหร่านไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โจมตีสหรัฐฯ กลับ...

เห็นได้ชัดว่าอิหร่าน ‘ไม่อาจเทียบ’ แสนยานุภาพของกองทัพเรือและกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ แต่ก็ยังสามารถโจมตีตอบโต้ได้ด้วยคลังขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก ซึ่งหลายชิ้นซ่อนอยู่ในถ้ำ ใต้ดิน หรือบนเนินเขาที่ห่างไกล
อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า สหรัฐฯ มีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายอยู่ตามฝั่งอาหรับของอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะในบาห์เรนและกาตาร์ แต่หากอิหร่านเลือกที่จะโจมตี ก็อาจพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศใดก็ตามที่มองว่ามีส่วนร่วมในการโจมตีของสหรัฐฯ เช่น จอร์แดน หรืออิสราเอล
ครั้งหนึ่งในปี 2019 โรงงานปิโตรเคมีซาอุดิอารัมโค บริษัทน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นับเป็นการแสดงแสนยานุภาพของอิหร่าน และทำให้ซาอุดีอาระเบียเห็นว่าประเทศตัวเองเปราะบางต่อขีปนาวุธของอิหร่านมากเพียงใด
นั่นทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน ซึ่งล้วนเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างก็วิตกกังวลอย่างมากในขณะนี้ว่า ‘การกระทำทางทหารใดๆ ของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาในที่สุด’
5.) ดักเส้นทางยุทธศาสตร์ส่งน้ำมัน...ตอบโต้ด้วยการ ‘วางทุ่นระเบิด’ ในอ่าวเปอร์เซีย

นี่ถือเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อการขนส่งทางเรือและการจัดหาน้ำมันทั่วโลกมานานแล้ว นับตั้งแต่สงครามอิหร่าน-อิรักในปี 1980-1988 ซึ่งอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือจริง แต่เรือกวาดทุ่นระเบิดของกองทัพเรืออังกฤษมาช่วยเคลียร์ทุ่นออกได้
ทั้งนี้พบว่า ช่องแคบฮอร์มุซแคบๆ ระหว่างอิหร่านและโอมานถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลก และประมาณ 20-25% ของน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน จะต้องผ่านช่องแคบนี้ทุกปี
ที่ผ่านมา อิหร่านได้ทำการฝึกซ้อมการวางทุ่นระเบิดในทะเลอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากอิหร่านทำเช่นนั้นจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียว
6.) โจมตีเรือรบสหรัฐฯ ‘แบบรุมล้อม’

ครั้งหนึ่งกัปตันเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเคยบอกว่า “หนึ่งในภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่ากังวลมากที่สุดคือ ‘การโจมตีแบบรุมล้อม’”
นั่นหมายความว่า อิหร่านจะปล่อยโดรนติดระเบิดแรงสูงและเรือตอร์ปิโดเร็วจำนวนมากโจมตีเป้าหมายเดียว หรือหลายเป้าหมาย จนแม้แต่ระบบป้องกันระยะประชิดที่แข็งแกร่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถกำจัดภัยคุกคามที่เข้ามาทั้งหมดได้ทันเวลา
ลูกเรือของกองทัพเรืออิหร่านได้มุ่งเน้นการฝึกฝนส่วนใหญ่ใน ‘สงครามแบบไม่สมมาตร’ (Asymmetric Warfare) หรือสงครามนอกแบบแผน (Unconventional Warfare) โดยมองหาวิธีเอาชนะ หรือหลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคนิคของคู่ต่อสู้หลักอย่างกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
แน่นอนว่าการโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ แบบรุมล้อม พร้อมกับการจับกุมลูกเรือ จะเป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงสำหรับสหรัฐฯ และถึงแม้ว่าสถานการณ์นี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่เรือพิฆาตมูลค่าพันล้านดอลลาร์อย่าง ‘USS Cole’ ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีพลีชีพของกลุ่มอัล-เคดาบริเวณท่าเรือเอเดนของเยเมนเมื่อปี 2000 ทำให้ลูกเรือชาวอเมริกันเสียชีวิต 17 นาย
และก่อนหน้านั้น ในปี 1987 นักบินเครื่องบินรบชาวอิรักก็ได้ยิงขีปนาวุธเอ็กโซเซ็ต 2 ลูกใส่ ‘USS Stark’ เรือรบของสหรัฐฯ โดยไม่ตั้งใจ จนทำให้ลูกเรือชาวอเมริกันเสียชีวิต 37 นาย
7.) ความโกลาหลมาเยือน...เมื่อระบอบอิหร่านล่มสลาย

หากระบอบอิหร่านล่มสลายจริงๆ...นั่นจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย
นอกจากความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในซีเรีย เยเมน และลิเบียแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางเชื้อชาติอาจลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ เนื่องจากชาวเคิร์ด ชาวบาโลชิ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ต่างพยายามปกป้องประชาชนของตัวเองท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจทั่วประเทศ
แม้หลายประเทศในตะวันออกกลางจะยินดีที่เห็นระบอบอิหร่านหมดอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอล แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครอยากเห็นอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ต้องตกอยู่ในความโกลาหลที่อาจเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมและผู้ลี้ภัยขึ้น
อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รวบรวมกำลังทหารจำนวนมหาศาลไว้ใกล้พรมแดนอิหร่าน ซึ่งเขาอาจตัดสินใจว่า ‘ต้องลงมือปฏิบัติการ’ มิเช่นนั้นก็อาจจะเสียหน้า และสงครามก็จะเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจน และมีผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ อีกทั้งยังอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงมากด้วย




