หลังปล่อยให้มหาสมุทรนอกเขตอำนาจรัฐถูกใช้เป็นพื้นที่เสรีโดยแทบจะไร้กลไกคุ้มครองมานานกว่าสองทศวรรษ โลกเพิ่งเริ่มขีดเส้นป้องกันครั้งสำคัญ เมื่อ “สนธิสัญญาทะเลหลวง” หรือชื่อเต็มคือ ความตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ (Agreement on the Conservation and Sustainable Use of Marine Biological Diversity of Areas Beyond National Jurisdiction: BBNJ Agreement) เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในปี 2026
สนธิสัญญาทะเลหลวง สำคัญตรงไหน?
สนธิสัญญาทะเลหลวง นับเป็นสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเลระดับโลก และมีฐานมาจาก UNCLOS (Convention on the Law of the Sea) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2569 หลังจากมีจำนวนประเทศที่ให้สัตยาบันครบตามกติกาคือครบ 60 ประเทศแล้ว (ปัจจุบันมากกว่า 80 ประเทศ)
ท่ามกลางสัญญาณเตือนว่าทรัพยากรทางทะเลกำลังถูกใช้จนเกินขีดจำกัด นี่จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องและจัดการระบบนิเวศในน่านน้ำสากลที่อยู่นอกเขตอธิปไตยของรัฐต่างๆ และเป็น “กติกาสากลฉบับแรก” ที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองระบบนิเวศในน่านน้ำสากลอย่างจริงจัง ซึ่งหากกติกานี้มาช้ากว่านี้ มหาสมุทรซึ่งหล่อเลี้ยงมนุษยชาติอาจไม่เหลือพื้นที่ให้ฟื้นตัวอีกต่อไป
การมีผลบังคับใช้ของสนธิสัญญานี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการจัดการมหาสมุทรโลก หลังพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐซึ่งครอบคลุมกว่า2 ใน 3 ของมหาสมุทรโลก ถูกปล่อยให้เป็นพื้นที่เสรีที่กฎหมายด้านการอนุรักษ์ตามไม่ทันกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน

“ทะเลหลวง” พื้นที่เสรีที่เสี่ยงถูกใช้เกินขอบเขต
น่านน้ำสากล หรือที่เรียกว่า “ทะเลหลวง” เป็นพื้นที่ที่ทุกประเทศสามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งการเดินเรือ การประมง และการวางสายเคเบิลใต้น้ำ แม้จะอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ยังขาดกลไกเฉพาะด้านการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
ช่องว่างดังกล่าวนำไปสู่การใช้ทรัพยากรทางทะเลเกินขอบเขต โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่อย่าง การทำเหมืองใต้ทะเลลึก ซึ่งถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบนิเวศทะเลในระดับที่ไม่สามารถย้อนคืนได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึกอาจสร้างผลกระทบวงกว้าง เนื่องจากตะกอนและมลพิษสามารถแพร่กระจายได้ไกลหลายพันกิโลเมตร และความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่สามารถควบคุมหรือฟื้นฟูได้ง่าย เมื่อเทียบกับการทำเหมืองบนบก

“กติกาใหม่” จากการใช้เสรีสู่ความรับผิดชอบร่วมกัน
“สนธิสัญญาทะเลหลวง” เป็นกติกาใหม่ของโลกที่เปลี่ยนทะเลหลวงจากพื้นที่ไร้เจ้าภาพไปสู่พื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของมนุษยชาติทั้งโลก โดยมีผลผูกพันทางกฎหมายกับประเทศที่ลงนามกว่า 100 ประเทศ กำหนดกรอบความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในน่านน้ำสากลอย่างยั่งยืน
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้เกิด พื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติอย่างน้อย 30% ของโลก ทั้งบนบกและในทะเล ภายในปี 2030 เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนที่ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกใช้จนไม่เหลือให้มนุษยชาติพึ่งพาในอนาคต
ผลกระทบต่อไทย เรื่องไกลตัวที่ไม่ไกลจริง
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีพื้นที่ทะเลหลวงโดยตรง แต่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาทะเลในหลายมิติ ตั้งแต่การประมง อุตสาหกรรมอาหารทะเล การท่องเที่ยวชายฝั่ง ไปจนถึงการขนส่งทางเรือที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
การคุ้มครองระบบนิเวศในทะเลหลวงย่อมส่งผลต่อสมดุลทรัพยากรทางทะเลในภูมิภาค ซึ่งเชื่อมโยงถึงทะเลเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของประเทศชายฝั่ง รวมถึงไทยโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง สนธิสัญญานี้ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งด้านความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทะเล และการวางตำแหน่งประเทศในกระแส เศรษฐกิจทะเลสีน้ำเงิน (Blue Economy)
อาเซียนกับโจทย์ Blue Economy ที่ซับซ้อนขึ้น
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่พึ่งพาทะเลสูงที่สุดของโลก ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด
High Seas Treaty กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ประเทศอาเซียนต้องปรับตัว จากการมุ่งขยายกิจกรรมทางทะเล ไปสู่การพัฒนา Blue Economy ที่ตั้งอยู่บนฐานความยั่งยืนจริง ประเทศที่ปรับนโยบายได้เร็วจะได้เปรียบทั้งด้านทรัพยากร ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงตลาดโลกในอนาคต
การเริ่มใช้สนธิสัญญาทะเลหลวงหลังจากหาข้อสรุปราว 20 ปี นี่จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงการทูต แต่เป็นบททดสอบว่าโลกจะสามารถปกป้องทรัพยากรร่วมของมนุษยชาติได้ทันเวลา หรือจะปล่อยให้ผลประโยชน์นำหน้าการอนุรักษ์อีก...ครั้งแล้วครั้งเล่า





