คนไทยกับการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองจากแคมเปญจูงใจเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง โฟกัสการแจกเงิน ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟ แต่การเลือกตั้งปี 2569 กำลังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ...ประเทศนี้จะอยู่รอดอย่างไรในโลกที่ร้อนขึ้นทุกปี เมื่อภัยพิบัติไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอีกแล้ว
วันนี้ “โลกร้อน” ไม่ใช่ประเด็นของนักอนุรักษ์กลุ่มเล็กๆ แต่เป็นตัวแปรที่กำหนดเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น อยากให้คนไทยเปลี่ยนธงในใจก่อนไปเลือกตั้ง แล้วหันมาดูว่า พรรคไหนเข้าใจโลกใบใหม่ที่เราไม่มีทางหนีมากกว่ากัน?

เลือกตั้งปี 2569 คนกลัวโลกร้อนเลือกพรรคไหนดี?
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ใน Carbon Markets Club อย่างน่าสนใจ พร้อมเกริ่นนำไว้ก่อนว่าไม่ได้มุ่งประสงค์การชี้ชวนทางการเมือง ดังนั้น ใครหวังว่า อ.ธรณ์ จะบอกให้เลือกพรรคนั้นพรรคนี้ขอจงหมดหวัง เพราะ อ.ธรณ์ตั้งใจเขียนเพื่อบอกว่าพรรคที่สนใจโลกร้อนจริงจังควรมีลักษณะใดบ้าง อย่างน้อยก็เป็นไอเดียให้ผู้อ่านนำไปในไตร่ตรองช่วยตัดสินใจเลือกพรรคที่ใช่ในเรื่องนี้
“โลกร้อน” สำคัญขนาดนั้นเชียวเหรอ?
ผศ.ดร.ธรณ์ นำสถานการณ์โลกร้อนที่เราเจอในปี 2568 มาสรุปให้ฟังดังนี้
- นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกในปีที่เพิ่งผ่านมาร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปีฐานถึง 1.48 องศา และจะเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงปี 2567
- อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกใน 4 ปีที่ผ่านมา ล้วนแต่ร้อนเพิ่มขึ้นแตะหรือเกิน 1.5 องศา ทั้งที่ข้อตกลงปารีส (ค.ศ.2015) ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ไม่ใช้เกินนั้นในปี 2100
ว่าง่ายๆ คือเราแตะเส้นตายแล้ว ทั้งที่ตกลงกันไว้ว่าควรเป็นเช่นนั้นในอีก 75 ปีข้างหน้า!!
สถานการณ์จึงย่ำแย่สุดๆ โลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนไปเสียทุกอย่าง ภัยพิบัติเกิดถี่ยิบ ทั้งเมืองไทยและเมืองนอกจนแทบไม่ต้องเล่าซ้ำ แค่เริ่มต้นปีใหม่ พายุหิมะถล่มญี่ปุ่น 2-3 วัน จากนั้นอุณหภูมิเด้งขึ้นจนร้อนแบบไม่ใช่หน้าหนาว จากนั้นพายุหิมะก็มาใหม่ อากาศสวิงขึ้นลงมากมาย ยังเกิดปรากฏการณ์ในอีกหลายแห่งทั่วโลก เช่น ความหนาวสุดขั้วในแคนาดาร้อนสุดขั้วในออสเตรเลีย บ่งบอกถึงสัญญาณว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร และเรายังไม่คุ้นเคยหรือเก่งพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแบบนั้น
จะคุ้นหรือไม่คุ้น จะเก่งหรือไม่เก่ง เราก็ต้องเจอกันสถานการณ์เช่นนั้นอยู่ดี
...ความหวังของประชาชนก็คงต้องเป็นรัฐบาลที่เราเลือกมาว่าจะนำพาประเทศไทยสู้กับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?
เพราะโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่น้ำท่วม ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 หรือทะเลพัง โลกร้อนยังครอบคลุมประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกหรือการท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ประเด็นเรื่องสังคม เช่น การอพยพของผู้คนไปหางานหาเงินที่อื่นเพราะทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่พินาศจนไม่สามารถทำมาหากินได้อีกต่อไป

โลกร้อนเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าเราเต็มๆ
แม้โลกร้อนจะครอบคลุมไปทุกเรื่อง แต่การนำเรื่องโลกร้อนมาเชื่อมต่อกับการเมืองนับเป็นเรื่องยาก เพราะมันแฝงไปในทุกด้าน อีกทั้งต้องใช้ความเข้าใจในแก่นแท้ ยังยากต่อการกรองออกมาเป็นนโยบายหรือเป้าหมายในการหาเสียงให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ ประเด็นของโลกร้อนจึงโผล่มาแค่บางส่วน
เช่น ป้องกันภัยพิบัติ เศรษฐกิจโลว์คาร์บอน ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (โลกร้อน อากาศสะอาด ฯลฯ ที่ไม่ไปถึงฝั่งฝันเสียที) และเป็นเพียงนโยบายรองหรือสอดแทรกอยู่ลึกๆ ขณะที่นโยบายหลักคือการเพิ่มรายได้ (แจกตังค์) ลดค่าใช้จ่าย (เสียตังค์น้อยลง) ฯลฯ ที่ผู้คนเข้าใจมากกว่า ทั้งที่แท้จริงแล้วโลกร้อนเกี่ยวกับเงินเต็มๆ ทั้งเงินในวันนี้และเงินในอนาคต รวมถึงการศึกษาเพื่อหางานทำของลูกเราหลานเรา
เลือกตั้ง 2569 เลือกพรรคไหนดี?
เทคนิคการตัดออก
อ.ธรณ์ เริ่มจากการใช้เทคนิคการตัดออก พรรคไหนที่ไม่กล่าวอะไรเลยเกี่ยวกับโลกร้อนหรือเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับโลกร้อน มุ่งหน้าเฉพาะการแจกตังค์หรือลดค่าใช้จ่าย นั่นคือพรรคที่สมควรถูกตัดออก เพราะไม่คิดแม้กระทั่งโลกร้อนมีจริง ไม่เชื่อหรือไม่ใส่ใจ แล้วจะเก็บไว้เป็นตัวเลือกทำไมเล่าครับ
3 เรื่องหลักที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งควรพิจารณา
การตัดครั้งแรกคงกำจัดพรรคตัวเลือกไปได้เป็นกอบเป็นกำ เหลืออยู่เพียงไม่เท่าไหร่ที่ยังคงใส่นโยบายหรือเป้าหมายเกี่ยวกับโลกร้อนไว้บ้าง คราวนี้ลองดู 3 หัวข้อหลัก “ลด รับ และปรับตัว” ลองดูสิว่ามีอยู่ในข้อไหน เช่น
- ลด
- เราจะผลักดันให้เมืองไทยเป็น Net Zero 2050
- เราจะเร่งดัน พ.ร.บ.โลกร้อน ให้ออกมาในปี 2569
- เราจะส่งเสริมไฟฟ้าและพลังงานสายกรีน จะไม่มีรถเมล์ดำในยุคของเราอีกต่อไป จะสนับสนุนให้รถ EV เพิ่มขึ้นเป็น 30% ใน 5 ปี
- ลดหย่อนภาษีให้บุคลหรือองค์กรที่สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก
- ผลักดันเทคโนโลยีที่ช่วยดูดซับ/กักเก็บคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
- ฟื้นฟูและดูแลระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการดูดซับก๊าซเรือนกระจก
- รับ
- เราจะวางแผนยกระดับการรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ ให้ครบทุกด้านทั้งการศึกษาวิจัย การวางแผน การเตรียมการ/ซ้อม การเตือนภัย การรับมือในภาวะฉุกเฉิน การเยียวยา รวมถึงผลักดันให้กระจายความรู้ด้านรับมือภัยพิบัติให้คนทั่วไปรับทราบทั้งการศึกษาตามระบบและนอกระบบ
- เราจะรับมือธรรมชาติและระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปด้วยการฟื้นฟู เก็บรักษาธรรมชาติที่ช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากโลกร้อนไว้ให้ดีที่สุด
- ปรับตัว
- เราจะเร่งการศึกษาวิจัยเพื่อหาทางออก สนับสนุนการท่องเที่ยว/การเกษตรรุ่นใหม่
- ปรับเปลี่ยนการศึกษาเร่งสนับสนุนอาชีพเพื่อสร้างงานยุคโลว์คาร์บอน
- เพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม
- สร้างฐานข้อมูลเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงเรื่องโลกร้อนและใช้อ้างอิงได้ ฯลฯ
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมา อ.ธรณ์ บอกว่านี่แค่คิดแบบวูบๆ ถ้าเป็นระดับพรรคการเมืองมีกุนซือทำงานจริงจัง ควรจะได้ยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือเป้าหมายที่ดีกว่านี้เยอะ ถ้าหากแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็ควรพิจารณาแล้วว่าพรรคนั้นไม่เหมาะสมสำหรับ “คนกลัวโลกร้อน” แบบพวกเรา
ดูที่ตัวบุคลและการกระทำ
สุดท้าย อ.ธรณ์ แนะว่า ก่อนเลือกเราต้องดูที่ตัวบุคลและการกระทำ แต่ละพรรคมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้บ้างไหม มีนักวิชาการช่วยสนับสนุนบ้างหรือเปล่า มีการทำงานในอดีตที่ผ่านมาอย่างไร หรือแม้กระทั่งการหาเสียงยังทำร้ายธรรมชาติ ตอกป้ายกับต้นไม้ สร้างขยะมากมาย ฯลฯ
ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ จะอ้างว่าสั่งไปแล้วคนหน้างานไม่ทำตาม แล้วถ้าเป็นรัฐบาลจะต้องสั่งการผ่านกระทรวงทบวงกรม มันก็กลับมาเหมือนกันว่าสั่งแล้วไม่ทำ ผมไม่ผิด ตอบง่ายๆ แบบนั้นก็สบายเกินไปไหมครับ
— ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พรรคที่ชูประเด็นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” คู่แข่งน้อย
ตามความคิดเห็นของ อ.ธรณ์ บอกว่าสำหรับประเด็นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ยังไงก็คงไม่จูงใจเท่ากับแคมเปญ “แจกตังค์” หรือลดค่าใช้จ่าย ทว่า...ในหมวดนี้ถือเป็นบลูโอเชี่ยน แทบไม่มีการแข่งขัน ขณะที่แคมเปญเศรษฐกิจเป็นเรื่องยอดนิยมทำกันทุกพรรคและทำกันมานาน
แคมเปญสิ่งแวดล้อมอาจไม่สามารถทำให้คน 5 ล้าน 10 ล้านตัดสินใจเลือกพรรค แต่อาจทำให้คน 5 แสน 1 ล้านที่ยังไม่รู้จะเลือกพรรคไหน (เป็นกลุ่มเยอะที่สุดในการเลือกตั้งหนนี้) รู้สึกดีใจว่าอย่างน้อยก็มี “ทางเลือก” สำหรับคนรักโลกบ้าง
ยังมีเวลาอีกเดือนเศษก่อนจะถึงการเลือกตั้ง เราลองมาติดตามกันว่าพรรคการเมืองจะเสนออะไรให้คนกลัวโลกร้อนอย่างพวกเราบ้าง ผมยังเหลือโอกาสเขียนบทความเรี่องนี้ได้อีกหนึ่งตอนก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน (ต้นเดือนกุมภาพันธ์) มาลองดูสิว่าจะมีอะไรใหม่ๆ ให้เขียนถึงไหม? แต่ถ้ายังไม่มีอะไร ขนาดโลกร้อนแรงจัดระดับนี้ พรรคการเมืองไทยยังไม่สนใจ ทำอะไรแต่แบบเดิมๆ เราก็คงต้องปลงอนิจจังแล้วถือคติตัวใครตัวมันต่อไปครับ
— อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุ
สำหรับคนที่อยากส่องนโยบายพรรคการเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อยากให้ลองอ่าน

> ถอดสูตรความยั่งยืน ‘พลังประชารัฐ’ ผ่านนโยบาย 3 เสาหลัก ‘มั่นคง-ฟื้นฟู-ดูแล’ ในศึกเลือกตั้ง 2569

> ถอดนโยบาย ‘ไทยหายจน’ ประชาธิปัตย์ ผ่านเลนส์ความยั่งยืนในศึกเลือกตั้ง 2569
เรียกน้ำย่อยกันก่อน แล้วรอติดตาม SPACEBAR ไว้ เราจะมาอัปเดตพรรคอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการเลือกตั้ง 2569 มาให้อ่านกันต่อเนื่อง



