บทวิเคราะห์: 671 เหตุฉุกเฉินในปีเดียว สัญญาณเตือนสาธารณสุขไทยในยุคโลกเดือด

27 ก.พ. 2569 - 18:07

  • สธ.แถลงปี 2568 เกิดเหตุฉุกเฉิน 671 ครั้ง “น้ำท่วม” สร้างความสูญเสียสูงสุด พบโรคระบาดพุ่งหลังภัยพิบัติ ชี้ชัดระบบสุขภาพต้องปรับสู่ความยั่งยืนเชิงโครงสร้าง

บทวิเคราะห์: 671 เหตุฉุกเฉินในปีเดียว สัญญาณเตือนสาธารณสุขไทยในยุคโลกเดือด

671 ครั้งใน 1 ปี ตัวเลขตัวเลขนี้บอกอะไร?

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่ากองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานข้อมูลเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ประจำปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดเหตุการณ์ทั้งหมด 671 ครั้ง โดยเหตุที่เกิดมากสุดคือ อุบัติเหตุคมนาคม 200 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉิน (รวมทุกสังกัด) 108 ครั้ง สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทกภัยและดินถล่ม มีผู้เสียชีวิต 340 ราย บาดเจ็บ 456 ราย
  2. สถานการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 52 ราย
  3. แผ่นดินไหวประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 ที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนในประเทศไทย 63 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บ 36 ราย

ซึ่งจากการตื่นตัวและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ในภาพรวมเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยความสำเร็จคือ การนำข้อมูลสถิติและการพยากรณ์อากาศมาใช้วางแผน โดยเฉพาะกรณีฝุ่น PM 2.5ที่พบว่ามีความยืดหยุ่นในการปรับรูปแบบการทำงาน และมีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างส่วนกลางและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

เหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข 671 ครั้ง ในระยะเวลาแค่ปีเดียว คือภาพสะท้อนของประเทศที่กำลังเผชิญความเสี่ยงซ้อนทับ ทั้งจากภัยธรรมชาติ ความขัดแย้ง และแรงสั่นสะเทือนทางธรณีวิทยา แม้อุบัติเหตุคมนาคมจะเกิดบ่อยที่สุดในเชิงจำนวน แต่เมื่อพิจารณาความสูญเสียชีวิต อุทกภัยและดินถล่มกลับรุนแรงที่สุด คร่าชีวิต 340 ราย บาดเจ็บ 456 ราย ทิ้งระยะห่างจากเหตุสู้รบชายแดนและผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนที่ตกหนักขึ้น แต่คือผลสะสมของสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เมืองที่ขยายตัวรุกล้ำพื้นที่รับน้ำ และระบบระบายน้ำที่ไม่ทันต่อความสุดขั้วของสภาพอากาศ ในโลกที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปี คำว่า “ภัยตามฤดูกาล” อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

sustainability-analysis-southern-thailand-flood-2568-worst-in-300-years-stationary-heavy-rain-la-nina-SPACEBAR-Photo03.jpg

“ภัยซ้อนภัย” เมื่อสุขภาพสาธารณะถูกทดสอบหลังน้ำลด

ประสบการณ์จากภาคเหนือและภาคใต้ชี้ชัดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อกระแสน้ำสงบลง การระบาดของไข้หวัดใหญ่ อุจจาระร่วง และเลปโตสไปโรซิสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่รายงานการระบาดหลังอุทกภัยสูงถึง 100%

“น้ำท่วม” สร้างเงื่อนไขให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย ทั้งน้ำปนเปื้อน ซากสัตว์ สิ่งปฏิกูล และที่อยู่อาศัยแออัด ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ขาดระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสม ยิ่งเร่งให้โรคติดต่อแพร่กระจายเร็วขึ้น ภาพนี้สะท้อนชัดว่า สิ่งแวดล้อมและสุขภาพไม่เคยแยกจากกัน และเมื่อสิ่งแวดล้อมเปราะบาง สุขภาพประชาชนย่อมเปราะบางตาม

ระบบสาธารณสุขในยุคภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

การที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขนำข้อมูลพยากรณ์อากาศมาวางแผนรับมือ และกำหนดช่วงเฝ้าระวังโรค 30 วันหลังเกิดภัย ถือเป็นพัฒนาการเชิงนโยบายที่สำคัญ แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือการยกระดับทั้งระบบให้ “ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่เพียงตั้งรับเมื่อเกิดเหตุ

การออกแบบโรงพยาบาลให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม การสำรองพลังงานฉุกเฉิน การเตรียมเวชภัณฑ์รองรับโรคที่มากับสภาพอากาศร้อนชื้น และการพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพเชื่อมโยงกับข้อมูลสิ่งแวดล้อม คือการลงทุนระยะยาวที่จำเป็น หากไม่เร่งปรับตัว เหตุฉุกเฉินที่เกิดปีละหลายร้อยครั้งอาจกลายเป็นภาระงบประมาณมหาศาลในอนาคต

จากการรับมือ...สู่การลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

แล้วเรารับมือได้เร็วแค่ไหน? คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่นั่นก็แค่ตัวเลขที่ปลายเหตุ เราจึงต้องหันมาโฟกัสที่การลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ทั้งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การจัดการลุ่มน้ำแบบองค์รวม การควบคุมการใช้ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง การยกระดับมาตรฐานสุขาภิบาลในชุมชนเปราะบาง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นมาตรการที่เชื่อมโยงกัน

ในมิติสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตัวเลข “671 ครั้ง” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายงานประจำปี แต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลการพัฒนาที่เคารพข้อจำกัดของธรรมชาติ และวางสุขภาพประชาชนเป็นศูนย์กลาง

sustainability-climate-risk-index-2026-thailand-ranks-17th-global-risk-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ปี 2568 อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น

หากแนวโน้มโลกร้อนยังเดินหน้าโดยปราศจากการลดความเสี่ยงอย่างจริงจัง เหตุฉุกเฉินจะไม่เพียงเพิ่มจำนวน แต่จะเพิ่มความรุนแรงและความซับซ้อน ตัวเลขความสูญเสียในปีนี้จึงควรถูกอ่านในฐานะ “ต้นทุนของการปรับตัวที่ล่าช้า”

ประเทศไทยยังมีโอกาสเลือกเส้นทาง ระหว่างการตั้งรับแบบปีต่อปี กับการวางรากฐานระบบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะในโลกที่อากาศร้อนขึ้นทุกองศา ทุกนาทีที่ชะลอการเปลี่ยนแปลง คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของชีวิตผู้คน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์