โลกร้อนไล่บี้ Climate Risk Index 2026 จัดอันดับความเสี่ยงใหม่ไทยไต่ระดับขึ้นที่ 17 ของโลก

7 ม.ค. 2569 - 01:17

  • ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เกาะกลุ่มขึ้นหัวตาราง กลายเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงภัยพิบัติใหม่ของโลก

  • ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกด้านความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยกระโดดขึ้นจากอันดับที่ 72 ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

  • ดัชนีความเสี่ยงระยะยาว 30 ปีของไทย ขยับแย่ลงจากอันดับที่ 30 มาอยู่ที่อันดับที่ 22

โลกร้อนไล่บี้ Climate Risk Index 2026 จัดอันดับความเสี่ยงใหม่ไทยไต่ระดับขึ้นที่ 17 ของโลก

เตรียมตัวกันไว้ ความเสี่ยงภัยพิบัติจากโลกร้อนของไทยพุ่งพรวด จากอันดับ 72 มาเป็นอันดับ 17 ส่งผลมหาศาลกับชีวิต เศรษฐกิจ และการลงทุน

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุ

ผลการอัปเดตรายงาน Climate Risk Index 2026 (CRI 2026) ของ Germanwatch ปีล่าสุดกำลัง และประโยคที่ยกมาของ ผศ.ดร.ธรณ์ กำลังส่งสัญญาณเตือนดังๆ ว่าทั้งโลกแย่ลง ไม่ใช่แค่ในแง่ของสงคราม ความอดอยาก การอพยพย้ายถิ่นฐาน แต่เรื่องของผลกระทบจากโลกร้อน และความเสี่ยงภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็โตเป็นเงาดำปื้นใหญ่ขึ้น

หนึ่งในประเทศที่ผลด้านลบออกมาชัดที่สุดคือ “ประเทศไทย” เมื่อเราจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกด้านความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยกระโดดขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 การขยับอันดับครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนว่า “โลกร้อน” ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินฐานความมั่นคงของประเทศอย่างเงียบงัน

ดัชนีความเสี่ยงระยะยาว 30 ปีของไทย

ดัชนีความเสี่ยงระยะยาว 30 ปีของไทย ซึ่งใช้ข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 1995–2024 (ครั้งล่าสุด) ก็เลื่อนชั้นแย่ลงจากอันดับที่ 30 มาอยู่ที่อันดับที่ 22 ตอกย้ำว่าภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่กำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง กัดกินต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ถูกหยิบยกในรายงาน Climate Risk Index 2026 คือฝนตกหนักในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ช่วงปลายปี 2025 ซึ่งมีปริมาณฝนสูงถึงราว 350 มิลลิเมตรภายในวันเดียว สูงที่สุดในรอบกว่า 300 ปี ส่งผลให้น้ำท่วมภาคใต้ปีที่ผ่านมาหนักหนาสาหัสเพราะสร้างความเสียหายมหาศาล

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวน้ำท่วมเมืองใหญ่ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศที่นักวิทยาศาสตร์เตือนมานาน

ฝนที่ตกหนักในเวลาสั้น ระบบระบายน้ำที่ล้มเหลว เมืองเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก และความเสียหายที่กระจายไปถึงภาคการค้า การท่องเที่ยว และครัวเรือน คือภาพจำลองอนาคตของประเทศไทยจำนวนมาก หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราปัจจุบัน เหตุการณ์แบบหาดใหญ่จะไม่ใช่ “ครั้งประวัติศาสตร์” แต่จะกลายเป็น “ความปกติใหม่”

Climate Risk Index 2026
Climate Risk Index 2026

CRI 2025 vs CRI 2026

จากคำเตือนสู่ความจริงอาเซียน” ศูนย์กลางความเสี่ยงใหม่ของโลก

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ภูมิภาคอาเซียนถูก Spotlight อย่างหนักในรายงาน Climate Risk Index 2026 โดยจากสถิติพบว่าประเทศในภูมิภาคนี้เผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ อาทิ

  • ฟิลิปปินส์ (อันดับ 7) เจอพายุ 6 ลูก ภายใน 30 วัน
  • เมียนมา (อันดับ 9) มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย จากไต้ฝุ่นยากิ
  • เวียดนาม (อันดับ 10) เจอพายุลม 280 กม./ชม. สร้างความเสียหายกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์
  • ไทย (อันดับ 17) ความเสี่ยงเพิ่มเร็วที่สุดในภูมิภาค

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าอาเซียนมี “ความเปราะบางเชิงระบบ” อันมีปัจจัยมาจากเศรษฐกิจพึ่งพาเกษตร-ประมง ชุมชนริมน้ำจำนวนมาก เมืองขยายตัวรวดเร็ว และระบบเตือนภัยยังไม่ทันกับเหตุการณ์สุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ผลลัพธ์จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงที่สุดในโลกต่อสภาพอากาศสุดขั้ว

หากเปรียบเทียบกับรายงาน Climate Risk Index 2025 ประเทศไทยยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง อันดับอยู่ช่วงกลางค่อนไปท้ายของตารางโลก ภาพรวมในเวลานั้นสะท้อนว่าไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศแนวหน้าที่ต้องเผชิญแรงกดดันสูงสุดจากโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม รายงาน Climate Risk Index 2026 ได้เปลี่ยนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่ออันดับความเสี่ยงของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 17 ของโลก ภายในเวลาเพียงปีเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ความผันผวนทางสถิติ แต่เป็นผลจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นจริง และมีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Climate Risk Index 2026
Climate Risk Index 2026

สถิติโลกร้อนสะท้อนความจริงที่หลีกไม่พ้น

รายงาน CRI ระบุว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนกว่า 832,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่า ต้นทุนของการไม่จัดการโลกร้อนกำลังสูงขึ้นทุกปี และประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดมักไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด

“น้ำท่วม” เป็นภัยที่กระทบประชากรมากที่สุด ขณะที่ “พายุ” สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงสุด ส่วน “คลื่นความร้อน” กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก ภาพรวมเหล่านี้ชี้ว่าภูมิอากาศโลกกำลัง “หลุดกรอบเดิม” และแบบจำลองความเสี่ยงที่เคยใช้ อาจไม่ทันต่อความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นจริง

เมื่อโลกร้อนบ่อนทำลาย SDGs

การพุ่งขึ้นของอันดับความเสี่ยงไทย นอกจากจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็กำลังกระทบต่อความสามารถของประเทศในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกลายเป็นฐานรากของทุกเป้าหมายอื่น หากฐานนี้พัง เป้าหมายด้านการขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และเมืองยั่งยืน ย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

น้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดถี่ขึ้นกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย คลื่นความร้อนยาวนานเพิ่มภาระด้านสาธารณสุข เมืองที่ขยายตัวโดยไม่คำนึงถึงภูมิอากาศกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงซ้ำซ้อน สิ่งเหล่านี้กำลังทำให้คำว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ยากจะเกิดขึ้นจริง หากยังคงมองโลกร้อนเป็นเรื่องรอง

sustainability-warming-erodes-coasts-bangkok-samut-prakan-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ไทยพร้อมแค่ไหนในโลกที่ร้อนขึ้น?

แม้รัฐบาลไทยจะเริ่มขยับนโยบาย ทั้งการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาแผนปรับตัวแห่งชาติ และการตั้งเป้า Net Zero ปี 2050 แต่รายงาน CRI 2026 กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า ความเร็วของนโยบายยังช้ากว่าความเร็วของโลกร้อนหรือไม่

ฝน 300 ปีที่หาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา คือคำเตือนว่าประเทศไทยไม่สามารถรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงแก้ไขได้อีกต่อไป ในยุคที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกเชิงภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ในศึกเลือกตั้ง 2569 วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จงไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กาพรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมและใช้แนวคิดความยั่งยืนเป็นจุดยืน พร้อมท่องไว้ในใจว่า...โลกร้อนไม่รอใคร “ประเทศไทย” ก็ไม่มีเวลาผัดวันประกันพรุ่งอีกแล้ว

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์