ควันไฟลามทุ่งนครนายก ในคืนอากาศปิดของกรุงเทพฯ
กรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ไม่ได้เป็นเพียงผลจากสภาพอากาศหรือกิจกรรมในเมือง หากแต่เป็นผลโดยตรงจากการลักลอบเผาพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งจากเครื่องวัดคุณภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และการวิเคราะห์ทิศทางลม กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนว่ามวลควันจากการ “เผานาข้าวในจังหวัดนครนายก” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพฯ แล้ว และมีแนวโน้มปกคลุมเมืองในวงกว้างตั้งแต่คืนก่อนต่อเนื่องถึงวันนี้

เปิดหลักฐานชัด “หนองจอกโดนก่อน” สัญญาณเตือนจากด่านหน้า
ข้อมูลจากเครือข่ายเครื่องวัดคุณภาพอากาศสะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของฝุ่นอย่างเป็นลำดับ เครื่องวัดใน “เขตหนองจอก” เป็นจุดแรกที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งแตะระดับ 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก่อนที่ “เขตมีนบุรี” ซึ่งขยับเข้าใกล้ใจกลางกรุงเทพฯ มากขึ้น จะมีค่าฝุ่นไต่ระดับขึ้นสู่ตัวเลขเดียวกัน และล่าสุด เครื่องวัดบริเวณ “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” เริ่มแสดงแนวโน้มค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นสัญญาณว่ามวลฝุ่นได้เคลื่อนเข้าสู่ “เมืองชั้นใน” แล้ว
นักวิทยาศาสตร์และผู้ทำงานด้านข้อมูลระบุว่า ลักษณะการเพิ่มขึ้นแบบต่อเนื่องและเป็นแนวเดียวกันนี้ สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกลุ่มควันจากพื้นที่ต้นทาง และยากที่จะอธิบายด้วยปัจจัยในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำฝุ่นมาแน่ อากาศปิดซ้ำเติมสถานการณ์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถ่ายทอดสดจากศูนย์บัญชาการฝุ่น กทม. พร้อมด้วย นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
อัตราการระบายอากาศในช่วงเย็นของวันดังกล่าวต่ำกว่า 2,000 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับไม่ดี และเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสะสมของฝุ่น โดยแม้ในตอนกลางวันอัตราการระบายอากาศจะดีขึ้น แต่เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในช่วงบ่าย เมื่อพบการเผาในพื้นที่ขนาดใหญ่พร้อมกันหลายจุด ครอบคลุมพื้นที่ราว 13,000 ไร่ นายชัชชาติ ระบุว่า
“ปกติการควบคุมการเผาในจังหวัดใกล้เคียงถือว่าค่อนข้างดี แต่ครั้งนี้มีการเผาปริมาณใหญ่มากพร้อมๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อกรุงเทพฯ เพราะช่วงนี้สภาพอากาศกำลังปิด”
— นายชัชชาติ กล่าว
ภาพดาวเทียมยืนยัน กลุ่มควันเท่ากรุงเทพฯ ทั้งเมือง
นายชัชชาติ ชี้ให้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. (27 มกราคม) ซึ่งปรากฏกลุ่มควันสีขาวและจุดความร้อนสีเหลืองจำนวนมาก โดยประเมินว่ากลุ่มควันดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ราว 1,700 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1 ล้านไร่ เทียบเท่ากับขนาดของกรุงเทพมหานครทั้งเมือง
ข้อมูลจากเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์ยังแสดงให้เห็นทิศทางลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง ส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น หนองจอก มีนบุรี บึงกุ่ม และบางกะปิ เริ่มเห็นค่าฝุ่นปรับตัวสูงขึ้นก่อน ขณะที่ฝั่งตะวันตกของเมืองยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน
ไม่ใช่รถ ไม่ใช่การจราจร แต่คือ “การเผา”
ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่ากรณีเขตมีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมือง ค่าฝุ่นที่พุ่งสูงขึ้นไม่อาจอธิบายได้ด้วยปัจจัยด้านการจราจรหรือรถติด แต่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเผาในพื้นที่ต้นทาง ขณะเดียวกัน นายพรพรหม อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้พื้นที่ดังกล่าวจะมีรถน้ำเพียงพอสำหรับการดับไฟ แต่ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้รถไม่สามารถเข้าถึงจุดเผาได้สะดวก ส่งผลให้การควบคุมไฟทำได้ยาก


หลักฐานเชิงประจักษ์
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกัน ระบุว่า ข้อมูลชุดนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า การเผาในที่โล่งจากจังหวัดใกล้เคียงสามารถส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อประชาชนในกรุงเทพฯ ชั้นในได้จริง และไม่อาจมองปัญหาฝุ่นเป็นเพียงเรื่องเฉพาะพื้นที่อีกต่อไป
องค์กรภาคประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระงับ “ไฟในทุ่ง” ที่กำลังลุกลาม พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ก่อเหตุอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำ
ค่าฝุ่น PM2.5 วันนี้
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พบค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 55.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) ทั้งนี้ คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

12 อันดับค่าฝุ่น PM2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร
- เขตหนองจอก 80.8 มคก./ลบ.ม.
- เขตมีนบุรี 77.3 มคก./ลบ.ม.
- เขตคลองสามวา 76.5 มคก./ลบ.ม.
- เขตคันนายาว 76.1 มคก./ลบ.ม.
- เขตประเวศ 71.7 มคก./ลบ.ม.
- เขตสายไหม 70.7 มคก./ลบ.ม.
- เขตลาดกระบัง 69.2 มคก./ลบ.ม.
- สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง 68 มคก./ลบ.ม.
- สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม 66.9 มคก./ลบ.ม.
- สวนหนองจอก เขตหนองจอก 66.5 มคก./ลบ.ม.
- เขตบึงกุ่ม 65.9 มคก./ลบ.ม.
- เขตสะพานสูง 63.6 มคก./ลบ.ม.

ผู้ว่าฯ นครนายก ระดมกำลังคุมไฟต้นทาง ย้ำงดเผาในที่โล่ง เร่งหาตัวผู้กระทำผิด
ฝั่งต้นทางในจังหวัดนครนายก ยังคงเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟไหม้ทุ่งนาอย่างต่อเนื่อง เช้าวันที่ 28 มกราคม 2569 นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วย ร้อยตำรวจตรีสัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขเหตุเพลิงไหม้ในหลายจุดของตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี ซึ่งประเมินความเสียหายพื้นที่การเกษตรกว่า 10,000 ไร่ โดยตั้งจุดบัญชาการ ณ วัดลำบัวลอย เพื่ออำนวยการควบคุมสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
จังหวัดนครนายกได้ระดมรถดับเพลิงและรถบรรทุกน้ำรวม 27 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย แบ่งกำลังเป็น 3 ชุด เข้าระงับเหตุและเฝ้าระวังไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่บ้านเรือนประชาชนตลอดคืน ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำถึงประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดในพื้นที่จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569 พร้อมกำชับให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกระบุว่า แม้พื้นที่อำเภอปากพลี จะเป็นเขตเกษตรกรรมนาข้าวน้ำลึกขนาดใหญ่ ซึ่งมีปัญหาตอซังข้าวจัดการยากหลังฤดูเก็บเกี่ยว แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ยอมรับได้สำหรับการเผาในที่โล่ง โดยจังหวัดอยู่ระหว่างเร่งผลักดันแนวทางจัดการตอซังข้าวอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้เทคโนโลยีย่อยสลาย การพัฒนาเครื่องจักรช่วยไถกลบ และการส่งเสริมเกษตรลดการเผา เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง




