จุฬาฯ เปิดศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ เสนอแผนป้องกันเชิงรุก 5 มิติ พลิกวิธีคิดแก้วิกฤตน้ำไทย

27 ม.ค. 2569 - 15:05

  • จุฬาฯ เปิดตัวศูนย์กันก่อนท่วม ยกระดับการจัดการน้ำท่วมจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสู่การป้องกันเชิงรุก

  • น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง กระทบเศรษฐกิจ ชี้หากน้ำท่วมกรุงเทพฯ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที

  • ศูนย์ฯ พร้อมเชื่อมโยงทุกภาคส่วน บูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาและสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น

จุฬาฯ เปิดศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ เสนอแผนป้องกันเชิงรุก 5 มิติ พลิกวิธีคิดแก้วิกฤตน้ำไทย

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงจากวิกฤตโลกร้อน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศจับมือพันธมิตรหลายภาคส่วนทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ร่วมเปิดตัว “ศูนย์กันก่อนท่วม” ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเปลี่ยนผ่านจากจากแนวคิด “ตามแก้เมื่อเกิดภัย” ไปสู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ เน้นมาตรการป้องกันเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการวางแผนระยะยาวเป็นฐาน พร้อมเสนอแผนปฏิรูปการจัดการน้ำ 5 มิติเพื่อปกป้องเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เวที Water Resilience Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ถูกจัดขึ้นเพื่อสะท้อนภาพความเสี่ยงใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งฝนสุดขั้ว ฝนแช่ น้ำทะเลหนุน และน้ำเหนือที่หลากมาพร้อมกัน ที่ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของภูมิอากาศไทย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า น้ำท่วมไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่คือการทำลายชีวิตทั้งชีวิต ตั้งแต่โอกาสทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของครอบครัว ไปจนถึงเสถียรภาพของสังคม หากเกิดน้ำท่วมในย่านเศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพมหานคร ความเสียหายอาจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเทศไม่อาจแบกรับได้อีกต่อไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำจริง เพื่อรักษาเมืองไว้ให้คนรุ่นต่อไป

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่าบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายหหาศาลสะท้อนชัดว่าการทำงานแบบแยกส่วนตามกรมหรือจังหวัด ไม่สามารถรับมือภัยน้ำยุคใหม่ได้อีกต่อไป ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างการจัดการน้ำ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ และเชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ซึ่ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางเชิงรุกในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์กันก่อนท่วมเป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ  

ศูนย์กันก่อนท่วมจึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

แผนป้องกันเชิงรุก 5 มิติ

ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis) เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่

มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)
เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)
ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)
เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)
เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)
ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

sustainability-chula-prevent-flood-water-management-5-dimensions-SPACEBAR-Photo05.jpg

สำหรับมุมมองระดับนานาชาติถูกถ่ายทอดผ่านผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดย วิคตอเรีย เอเลมา หัวหน้าทีมงานด้านกิจการน้ำระหว่างประเทศ กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการน้ำ เนเธอร์แลนด์ ชี้ว่าประเทศที่หนึ่งในสามของพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลสามารถอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เพราะการสร้าง “ระบบเดียว” ที่ใช้วางแผนระยะยาวทั้งประเทศ พร้อมย้ำหลักคิดสำคัญว่าไม่ใช่ทุกพื้นที่เหมาะกับการก่อสร้าง และการวางผังเมืองต้องยอมรับน้ำเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

ขณะที่ ดร.มูโตะ ซาชิโอะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายโครงการต่างประเทศ กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยว ญี่ปุ่น นำเสนอบทเรียนจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบเตือนภัย และแบบจำลองลุ่มน้ำ เพื่อสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ลดการสูญเสียจากอุทกภัยที่ถี่ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ด้านผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ชี้ว่า ภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากโลกร้อนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ภัยธรรมชาติไปกระตุ้น “ความเปราะบางของระบบเมือง” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน งานวิจัยด้านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศความละเอียดสูงและเทคโนโลยี AI จึงมีบทบาทสำคัญในการคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า ก่อนนำไปทดสอบแนวทางแก้ไขในระบบจำลอง เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผิดพลาดในโลกจริง

sustainability-chula-prevent-flood-water-management-5-dimensions-SPACEBAR-Photo06.jpg

ในงานเดียวกันนี้ ยังมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ที่มาร่วมสะท้อนความท้าทายของเมืองและพื้นที่ปริมณฑลที่ต้องรับมือทั้ง น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนพร้อมกัน พร้อมย้ำว่าการปรับตัวของเมืองในอนาคตอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “อยู่กับน้ำ” ควบคู่กับการป้องกันเชิงโครงสร้าง

sustainability-chula-prevent-flood-water-management-5-dimensions-SPACEBAR-Photo07.jpg

ทั้งนี้ ศูนย์กันก่อนท่วมถูกวางบทบาทให้เป็นตัวเสริมพลังแก่ภาครัฐและเอกชน ผ่านการบูรณาการข้อมูล การสื่อสารความเสี่ยงสู่สาธารณะ และการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ตั้งแต่วิศวกรรม สถาปัตยกรรม รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปจนถึงการวางผังเมือง เพื่อให้การจัดการน้ำของประเทศไทยไม่หยุดอยู่ที่เวทีเสวนาหรือรายงานเชิงวิชาการ

ท่ามกลางโลกที่น้ำแปรปรวนและความเสี่ยงทวีคูณขึ้นทุกปี บทสรุปร่วมจากเวทีนี้ชี้ตรงกันว่าหากประเทศไทยยังรอแก้ปัญหาเมื่อวิกฤตมาถึง ความสูญเสียจะยิ่งสูงขึ้น แต่หาก “รู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน” เมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน อาจยังมีโอกาสรอดพ้นจากวิกฤตน้ำที่กำลังกลายเป็นความจริงในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์