การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นคำเตือนของอนาคตอีกต่อไป แต่กลายเป็นภัยที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลล่าสุดจาก Copernicus Climate Change Service และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันตรงกันว่า โลกอุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เพดานอันตราย 1.5 องศาอย่างรวดเร็ว ในจังหวะเวลาที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโอกาสในการแก้ไขปัญหากำลังแคบลงทุกขณะ

ทศวรรษที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
รายงานการประเมินสถานการณ์โลกร้อนซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าโลกไม่ได้อยู่ในช่วง “กำลังจะร้อน” อีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่โซนอุณหภูมิอันตรายแล้วอย่างเป็นรูปธรรม อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2025 สูงขึ้นประมาณ 1.44 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนอุตสาหกรรม และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2023–2025 ตัวเลขขยับขึ้นไปแตะ 1.48 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้ขีดจำกัด 1.5 องศามากที่สุดเท่าที่เคยวัดได้ในช่วงหลายปีติดต่อกัน
สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แนวโน้มระยะยาวที่ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราว โคเปอร์นิคัส ระบุว่า ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2024 และ 2023 ขณะที่ช่วง 11 ปีล่าสุด ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกไว้ นั่นหมายความว่า โลกไม่ได้เผชิญกับ “ปีที่ร้อนผิดปกติ” แต่กำลังอยู่ในทศวรรษที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินจากระบบภูมิอากาศแล้ว 90%
เบื้องหลังตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มหาสมุทรกำลังทำหน้าที่เป็นแนวรับหลักของโลกร้อน โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากระบบภูมิอากาศไปแล้วราว 90%
ระหว่างปี 2024–2025 ความร้อนในมหาสมุทรชั้นบนลึกถึง 2,000 เมตร เพิ่มขึ้นราว 23 เซตตาจูล ตัวเลขที่เมื่อแปลงเป็นพลังงาน เทียบเท่ากับไฟฟ้าที่โลกผลิตได้ทั้งปีมากกว่า 200 เท่า
— WMO ระบุ
สำหรับความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นราว 23 เซตตาจูล (ZJ) ในช่วงปี 2024–2025 เมื่อเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่โลกผลิตได้ทั้งปี ซึ่งอยู่ในระดับประมาณ 0.1 เซตตาจูล ทำให้เห็นว่าพลังงานความร้อนที่สะสมในทะเลมีขนาดมากกว่า 200 เท่า นี่คือการเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการสื่อสาร “สเกลของวิกฤต” ไม่ได้หมายความว่าพลังงานดังกล่าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าความร้อนจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้หายไป แต่ถูกสะสมอยู่ในทะเล ส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศทางทะเล และความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้ว
แม้ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง “เอลนีโญ” และ “ลานีญา” จะยังมีบทบาทต่อความผันผวนของอุณหภูมิในแต่ละปี แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ฐานอุณหภูมิ” ของโลกที่สูงขึ้นมากแล้ว ปี 2025 อยู่ภายใต้สภาวะลานีญาอ่อนหรือเป็นกลาง ซึ่งตามปกติควรช่วยลดความร้อน แต่โลกกลับยังร้อนติดอันดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าปัจจัยหลักของโลกร้อนในปัจจุบันคือการสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ความผันผวนตามธรรมชาติ

มหาสมุทรร้อนปฏิกิริยาลูกโซ่
ผลกระทบของความร้อนที่สะสมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในทะเล พื้นที่ขั้วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ปริมาณน้ำแข็งทะเลของอาร์กติกและแอนตาร์กติกรวมกันต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกด้วยดาวเทียมในปลายทศวรรษ 1970 อาร์กติกเผชิญระดับน้ำแข็งต่ำเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องหลายเดือน ขณะที่แอนตาร์กติกามีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
บนพื้นดิน สัญญาณของโลกที่ร้อนขึ้นปรากฏชัดไม่แพ้กัน ในปี 2025 พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของโลกเผชิญวันอากาศร้อนจัดมากกว่าค่าเฉลี่ย โดยอุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกได้แตะระดับ 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ คลื่นความร้อน น้ำท่วม พายุ และภัยแล้งเกิดขึ้นถี่และรุนแรงในหลายภูมิภาค สะท้อนว่าผลกระทบของโลกร้อนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่กำลังกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจของผู้คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม รายงานเดียวกันยังชี้ว่าความหวังยังไม่ถูกปิดตาย การขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้าลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ทางออกมีอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ “ความเร็ว” โลกจำเป็นต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ และขยายทางเลือกพลังงานสะอาดให้เร็วและกว้างกว่าที่เป็นอยู่
ในวันที่โลกอุ่นขึ้นแล้วเกือบแตะเพดานอันตราย คำถามสำคัญคือ มนุษยชาติจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในทศวรรษนี้เพื่อชะลอความร้อนที่กำลังฉุดไม่อยู่ได้มากน้อยเพียงใด ก่อนที่มหาสมุทรจะไม่อาจแบกรับภาระนี้แทนโลกได้อีกต่อไป




