Climate Clock นับถอยหลังสู่เส้นตาย มนุษยชาติเหลือเวลาอีกกี่ปี?

7 ม.ค. 2569 - 04:30

  • Climate Clock คืออะไร? โลกเหลือเวลาอีกเท่าไหร่?

  • ภายในสิ้นปี 2026 โลกมีโอกาสถึง 33% ที่จะร้อนเกิน 1.5°C ถาวร และมีความเป็นไปได้สูงขึ้นอีกในปีถัดไป ทำให้มนุษยชาติกำลังมุ่งสู่ “โลกหลังยุค 1.5°C”

  • สาเหตุหลักมาจากงบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) ที่เหลืออยู่น้อยมาก สวนทางกับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

Climate Clock นับถอยหลังสู่เส้นตาย มนุษยชาติเหลือเวลาอีกกี่ปี?

ช่วงสิ้นปีเราเคาท์ดาวน์เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ ขณะที่โลกทั้งใบกำลังถูกเตือนด้วย  “Climate Clock”

“เวลา” ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์เป็นหนึ่งในสิ่งบ่งชี้ทางวิวัฒนาการ ตั้งแต่รอยสลักบนกระดูกสัตว์อายุราว 20,000 ปี ที่หุบเขาเซมลิกี ในคองโก ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นความพยายามแรกๆ ในการนับวันจากการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ไปจนถึงหลุมรูปทรงดวงจันทร์ในสกอตแลนด์ที่มนุษย์ยุคโบราณขุดไว้เพื่อติดตามวัฏจักรจันทรคติ และใช้เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของเดือน

เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น การคำนวณ “เวลา” ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองเกษตรกรรม ศาสนา และการบริหารรัฐ จนกลายเป็นระบบ ปฏิทินเกรกอเรียน(Gregorian calendar) ที่โลกใช้ร่วมกันมายาวนานและยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

ในศตวรรษที่ 21 “เวลา” กลายเป็น “คำเตือน”

ในปี 2012 โลกเคยตื่นตระหนกกับคำทำนาย “วันสิ้นโลก” จากปฏิทินมายัน ก่อนที่นักวิชาการจะย้ำว่านั่นไม่ใช่จุดจบ!! แต่คือการเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่ ทว่า ในวันนี้ “วันสิ้นโลก” อาจไม่ใช่แค่ตำนานหรือการทำนาย เพราะหากคำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจริง สิ่งที่ทำให้มันจับต้องได้ที่สุดคือ นาฬิกาสภาพอากาศ หรือ Climate Clock

Climate Clock
Climate Clock

Climate Clock ไม่ได้ทำนายวันสิ้นโลก

นาฬิกาสภาพอากาศ หรือ Climate Clock คือการแสดงผลแบบเรียลไทม์ของ “เวลาที่โลกเหลืออยู่” ก่อนที่มนุษยชาติจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินงบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) ที่ยังพอมีโอกาส (อันน้อยนิด) ที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC)  โดยเป็นการนับเวลาเชิงสัญลักษณ์จากการคำนวณของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งนาฬิกาถูกติดตั้งอย่างโดดเด่นเหนือ Union Square ในนครนิวยอร์ก และขยายไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น โซล กลาสโกว์ และกรุงโรม

จาก Doomsday Clock สู่ Climate Clock

เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มาจากระเบิดนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว

แนวคิดของ Climate Clock ได้แรงบันดาลใจจาก “นาฬิกาวันสิ้นโลก” (Doomsday Clock) ที่ก่อตั้งในปี 1947 โดย Bulletin of Atomic Scientists เพื่อเตือนโลกถึงความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีทำลายล้าง และสงคราม

หลังสงครามเย็นในปี 1991 เข็มนาฬิกาเคยถอยห่างจากเที่ยงคืนมากที่สุด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เข็มกลับเดินเข้าใกล้อีกครั้ง โดยล่าสุดถูกตั้งไว้ที่ 90 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลกและความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับภัยใหม่ที่รุนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

sustainability-climate-clock-countdown-how-many-years-left-SPACEBAR-2.jpg

ตัวเลข “0.00” ที่ Climate Clock ตั้งไว้ สิ้นสุดลงเมื่อไหร่?

นับจากวันนี้เหลืออีก...3 ปี 196 วัน

ตัวเลขที่ปรากฏบน Climate Clock นับถอยหลังสู่ “0.00” จะตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม 2029 ย้ำว่าไม่ใช่วันโลกแตก แต่คือจุดที่งบประมาณคาร์บอนจะถูกใช้หมด หากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นเช่นปัจจุบัน (โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูงถึงราว 42,000 ล้านตันต่อปี)

ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจาก Mercator Research Institute on Global Commons and Climate Change (MCC) โดยคำนวณจากงบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่ หักลบการปล่อยที่เกิดขึ้นแล้ว และหารด้วยอัตราการปล่อยต่อปีทั่วโลก ซึ่งหมายความว่า เวลาบนนาฬิกาสามารถ “เพิ่มขึ้น” หรือ “ลดได้อีก” ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์

ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 0.00

เมื่อนาฬิกาเดินไปถึง 0.00 สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่ภัยพิบัติฉับพลันในวันนั้นแบบตูมเดียวจบ แต่หมายถึง

  • งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) หมดลง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เราสามารถปล่อยได้โดยที่ยังรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5°C (เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) ได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
  • วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น หลังจากจุดนี้โลกจะเข้าสู่สภาวะที่ควบคุมได้ยากมาก ภัยธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วมฉับพลัน และพายุ จะรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ
  • ความตกลงปารีสล้มเหลว เป้าหมายที่นานาชาติเคยตกลงกันไว้เพื่อยับยั้งโลกร้อนจะไม่สามารถทำได้ตามแผน

รายงานพิเศษของ IPCC ปี 2018 เตือนชัดว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ “ถาวรและย้อนกลับไม่ได้” ตั้งแต่การสูญเสียแผ่นน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แนวปะการังฟอกขาวในวงกว้าง ไปจนถึงเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้น

sustainability-climate-crisis-hikes-food-prices-worsens-life-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ถ้าใครมองว่ายังไม่รุนแรง ลองนึกถึงวงจรหรือวัฏจักรที่หมุนวนไม่สิ้นสุดและก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่ เริ่มจากโลกร้อน > แผ่นน้ำแข็งละลาย > ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น > น้ำทะเลระเหยมากขึ้น > ฝนตกมากขึ้น > น้ำท่วม > สารพิษหรือสารปนเปื้อนกระจายไปกับน้ำท่วม > แนวปะการังฟอกขาวในวงกว้าง > สัตว์ทะเลลดฮวบ > ขาดอาหาร > รายได้หาย > คนยากจนลง ขณะที่ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดรุนแรงและถี่ขึ้น

Climate Clock จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำพยากรณ์ หากเป็นเครื่องมือสื่อสารที่กดดันให้รัฐบาล นักลงทุน และสาธารณชนตระหนักว่า “เวลาที่เหลืออยู่” กำลังลดลงจริง นาฬิกานี้ยังชี้ให้เห็นแนวทางแก้ไขที่จำเป็น ตั้งแต่การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองพื้นที่ชนพื้นเมือง การจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากโลกรวน การเพิ่มเงินกองทุนภูมิอากาศสีเขียว ไปจนถึงการถอนการลงทุนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ในปี 2026 จึงเป็นเหมือนโค้งสุดท้ายของการนับถอยหลังสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ  คำถามสำคัญอาจไม่ใช่...นาฬิกาจะเดินถึงศูนย์เมื่อไร? แต่เป็น...มนุษยชาติจะเปลี่ยนทิศทางทันหรือไม่ ก่อนที่เวลาในมือจะหมดลง?

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์