กลางเดือนกุมภาพันธ์ โลกกำลังเปลี่ยนเฟสสภาพภูมิอากาศเร็วกว่าที่คาด เนื่องจาก “ลานีญา” จบฉับพลัน โดยโลกเริ่มเข้าสู่เฟสความเป็นกลางเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ “เอลนีโญ” เร่งกำลังและมาเร็วกว่าที่คาด โดยหลายฝ่ายคาดว่ารอบนี้อยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง และไทยอยู่ในแนวปะทะโดยตรง
โดยปกติการเปลี่ยนผ่านจาก “ลานีญา” สู่ “เอลนีโญ” เป็นเพียงวัฏจักรธรรมชาติที่หมุนเวียนทุก 3-5 ปี ทว่า ในปี 2569 โลกอาจกำลังเจอความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็วภายใต้บริบทโลกร้อน
“ลานีญา (La Niña) ผ่านพ้น โลกเข้าสู่เฟสกลางเรียบร้อย และคาดว่าจะเปลี่ยนไปสู่เอลนีโญ (El Niño) ในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งเร็วกว่าเดิม โดยเอลนีโญกำลังแรงอาจอยู่ในช่วง พ.ย. 2569 และอาจลากยาวถึงเดือน ก.พ. 2570”
— ECMWF ระบุ
ผลคาดการณ์สากลล่าสุดจาก ECMWF ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป และ NOAA องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐฯ ให้สัญญาณสอดคล้องกันว่า โลกได้เข้าสู่สภาวะเป็นกลางแล้ว และมีแนวโน้มเปลี่ยนสู่ “เอลนีโญ” ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยอาจลากยาวถึงต้นปี 2570 แม้แบบจำลองจะยังต่างกันในระดับความรุนแรง แต่ทิศทางหลักชัดเจนว่า “เอลนีโญมาแน่ๆ” ภาพรวมนี้จึงทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวด้านพยากรณ์อากาศ แต่เป็นโจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการทรัพยากรในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ภาพรวมปี 2569 อาจไม่ใช่ภัยแล้งรุนแรงทั้งประเทศ แต่มีความผันผวนสูง เนื่องจากเสี่ยงฝนทิ้งช่วงในต้นฤดู ฝนหนักเฉพาะพื้นที่ในช่วงกลาง–ปลายฤดู และอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องหลายเดือน

อ.ธรณ์เผยลานีญาจบฉับพลัน
ความหนาวช่วงปีใหม่หายไปหมดแล้ว ความร้อนเข้ามาเร็วเพราะลานีญาจบแบบฉับพลัน จากนั้นโลกจะอยู่สภาวะเป็นกลาง 3-4 เดือน
— ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุ
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดสาเหตุทำไมไทยร้อนเร็วผิดปกติ พร้อมระบุ “ลานีญา” จบแบบฉับพลันส่งผลความหนาวหายไป พร้อมส่งสัญญาณเตือน “เอลนีโญ” ต่อคิว
สำหรับหน้าร้อนปีนี้น่าจะร้อนใกล้เคียงปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็ร้อนมากแม้อาจไม่เท่าปี 67 จากนั้นพอเข้าหน้าฝน (สิงหาคม) เอลนีโญอาจเริ่มมา และจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้า หมายความว่าหน้าหนาวปีนี้จะไม่หนาวเท่าที่เราเคยเจอในปี 2568

อ.วิษณุชี้ไทยร้อนเร็ว-ร้อนนาน ห่วงฝนผันผวน
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่า การเข้าสู่เอลนีโญเร็วกว่าคาดสะท้อนความไม่เสถียรของระบบภูมิอากาศโลกในยุคโลกรวน แม้ระดับความแรงยังต้องติดตาม แต่สิ่งที่ชัดเจนคือไทยต้องเตรียมรับมือความร้อนและความผันผวนของฝนในระดับสูง

สัญญาณแรกที่ปรากฏคือ “ความร้อนมาเร็ว” แม้เพิ่งพ้นฤดูหนาว อุณหภูมิกลับขยับสูงอย่างต่อเนื่อง การประเมินจาก IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชี้ว่าประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่มีนาคม-สิงหาคม โดยเฉพาะช่วงมีนาคม–พฤษภาคม ที่เสี่ยงคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มร้อนกว่าปกติต่อเนื่องหลายเดือน
“ความร้อนที่ยาวนาน” มีนัยมากกว่าอุณหภูมิในตัวเลข แต่ยังหมายถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และชุมชนรายได้น้อยในเมืองใหญ่ ความเปราะบางเหล่านี้เชื่อมโยงกับมิติ “ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs
จับตาปริมาณฝนผันผวนสูง
ด้านปริมาณฝน ภาพรวมปีนี้ไม่ได้บ่งชี้ภัยแล้งรุนแรงทั่วประเทศ แต่เป็นลักษณะฝนทิ้งช่วงในต้นฤดู ก่อนจะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยในบางพื้นที่ช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน ความไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ทำให้ไทยอาจเผชิญทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วมภายในปีเดียวกัน ต่างช่วงเวลาและต่างพื้นที่ ภาคใต้และภาคตะวันออกมีแนวโน้มฝนน้อยในบางช่วง ขณะที่ภาคตะวันตกและเหนือตอนล่างต้องเฝ้าระวังฝนมากกว่าปกติ โดยค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 สำนักทั่วโลกบ่งชี้ว่า

ช่วง ก.พ. 2569
ปริมาณฝนมีแนวโน้มเท่ากับค่าเฉลี่ยปกติในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ช่วง เม.ย. 2569
ภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันตกตอนล่าง จะมีปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย บ่งชี้ว่าฤดูแล้งปีนี้น่าจะไม่แล้งมาก แต่ต้องไม่ประมาทเรื่องเตรียมจัดหาน้ำให้เพียงพอ
ช่วง พ.ค. 2569
ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภาคใต้ตอนบน ตะวันตก กลาง เหนือ และอีสานฝั่งตะวันออก สะท้อนว่าฤดูฝนอาจมาช้ากว่าปกติ (พื้นที่สีส้ม)
ช่วง มิ.ย. 2569
ภาคใต้ตอนล่างจะมีปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย แต่ภาคเหนือ ตะวันตก และอีสานฝั่งตะวันตก (พื้นที่สีเขียวอ่อน) จะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
ช่วง ก.ค. 2569
ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภาคใต้และตะวันออก ขณะที่ภาคเหนือและตะวันตกจะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ (พื้นที่สีเขียวอ่อน)
ช่วง ส.ค. 2569
ปริมาณฝนมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในภาคตะวันตกและเหนือตอนล่าง โดยจังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ต้องระวังให้มาก
สำหรับภาคเกษตร นี่คือความเสี่ยงเชิงระบบ ฝนที่มาช้าอาจกระทบปฏิทินเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำฝนเสี่ยงผลผลิตลดลง ขณะที่ฝนหนักเฉพาะจุดเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ความไม่แน่นอนเช่นนี้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร ซึ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หลายข้อ โดยเฉพาะ SDG 2: ขจัดความหิวโหย SDG 6 :การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในเชิงนโยบาย เอลนีโญรอบนี้คือบททดสอบการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การกักเก็บน้ำต้นทุน การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงน้ำท่วมในลุ่มน้ำหลัก การวางแผนต้องคิดไกลกว่าหนึ่งฤดูกาล เพราะแบบจำลองชี้ว่าอิทธิพลเอลนีโญอาจต่อเนื่องถึงปีหน้า นั่นหมายถึงความจำเป็นของการจัดการเชิงรุก ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

โลกร้อนกับความไม่เท่าเทียม
อีกด้านหนึ่งความร้อนที่ยืดเยื้อเป็นสัญญาณเตือนเรื่อง “ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) โดยกลุ่มแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และชุมชนรายได้น้อย คือผู้ได้รับผลกระทบก่อนและหนักกว่า ดังนั้น การออกแบบเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว ระบบเตือนภัยคลื่นความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความยั่งยืนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
แม้แบบจำลองจะยังประเมินความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ทุกสำนักยืนยันตรงกันว่า วัฏจักรเอลนีโญกำลังกลับมา ในบริบทที่โลกอุ่นขึ้นจาก “ภาวะโลกร้อน” ผลกระทบอาจทวีความรุนแรงมากกว่าที่สถิติในอดีตเคยบอกไว้
ปี 2569 จึงอาจเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ หากการพยากรณ์ถูกใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการวางแผนระยะยาว มากกว่าการรับมือเมื่อวิกฤตมาถึง “ความยั่งยืน” จะไม่ใช่เพียงคำในนโยบาย แต่เป็นกรอบคิดที่กำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิอากาศโลก




