ต้นปี 69 ลานีญาจบฉับพลัน-เอลนีโญจ่อ ไทยเสี่ยงร้อนยาว-ฝนแปรปรวนข้ามปี

17 ก.พ. 2569 - 12:15

  • โลกเข้าสู่เฟสใหม่เร็วกว่าเดิม แบบจำลองสากลชี้ตรงกันว่า “เอลนีโญ” เร่งกำลัง คาดก่อตัวชัดกลางปี 2569 ลากยาวถึงต้นปี 2570


  • ไทยร้อนยาว-ฝนแปรปรวน ต้นฤดูเสี่ยงฝนทิ้งช่วง บางพื้นที่เจอฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย

  • ปี 2569-2570 ความยั่งยืน ระบบบริหารน้ำ เกษตร และความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศกำลังถูกทดสอบพร้อมกัน

ต้นปี 69 ลานีญาจบฉับพลัน-เอลนีโญจ่อ ไทยเสี่ยงร้อนยาว-ฝนแปรปรวนข้ามปี

กลางเดือนกุมภาพันธ์ โลกกำลังเปลี่ยนเฟสสภาพภูมิอากาศเร็วกว่าที่คาด เนื่องจาก “ลานีญา” จบฉับพลัน โดยโลกเริ่มเข้าสู่เฟสความเป็นกลางเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ “เอลนีโญ” เร่งกำลังและมาเร็วกว่าที่คาด โดยหลายฝ่ายคาดว่ารอบนี้อยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง และไทยอยู่ในแนวปะทะโดยตรง

โดยปกติการเปลี่ยนผ่านจาก “ลานีญา” สู่ “เอลนีโญ” เป็นเพียงวัฏจักรธรรมชาติที่หมุนเวียนทุก 3-5 ปี ทว่า ในปี 2569 โลกอาจกำลังเจอความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็วภายใต้บริบทโลกร้อน

“ลานีญา (La Niña) ผ่านพ้น โลกเข้าสู่เฟสกลางเรียบร้อย และคาดว่าจะเปลี่ยนไปสู่เอลนีโญ (El Niño) ในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งเร็วกว่าเดิม โดยเอลนีโญกำลังแรงอาจอยู่ในช่วง พ.ย. 2569 และอาจลากยาวถึงเดือน ก.พ. 2570”

ECMWF ระบุ

ผลคาดการณ์สากลล่าสุดจาก ECMWF ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป และ NOAA องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐฯ ให้สัญญาณสอดคล้องกันว่า โลกได้เข้าสู่สภาวะเป็นกลางแล้ว และมีแนวโน้มเปลี่ยนสู่ “เอลนีโญ” ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยอาจลากยาวถึงต้นปี 2570 แม้แบบจำลองจะยังต่างกันในระดับความรุนแรง แต่ทิศทางหลักชัดเจนว่า “เอลนีโญมาแน่ๆ” ภาพรวมนี้จึงทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

sustainability-lanina-end-elnino-2026-thailand-heat-rain-climate-SPACEBAR-Photo03.jpg

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวด้านพยากรณ์อากาศ แต่เป็นโจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการทรัพยากรในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ภาพรวมปี 2569 อาจไม่ใช่ภัยแล้งรุนแรงทั้งประเทศ แต่มีความผันผวนสูง เนื่องจากเสี่ยงฝนทิ้งช่วงในต้นฤดู ฝนหนักเฉพาะพื้นที่ในช่วงกลาง–ปลายฤดู และอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องหลายเดือน

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

อ.ธรณ์เผยลานีญาจบฉับพลัน

ความหนาวช่วงปีใหม่หายไปหมดแล้ว ความร้อนเข้ามาเร็วเพราะลานีญาจบแบบฉับพลัน จากนั้นโลกจะอยู่สภาวะเป็นกลาง 3-4 เดือน 

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุ

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดสาเหตุทำไมไทยร้อนเร็วผิดปกติ พร้อมระบุ “ลานีญา” จบแบบฉับพลันส่งผลความหนาวหายไป พร้อมส่งสัญญาณเตือน “เอลนีโญ” ต่อคิว

สำหรับหน้าร้อนปีนี้น่าจะร้อนใกล้เคียงปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็ร้อนมากแม้อาจไม่เท่าปี 67 จากนั้นพอเข้าหน้าฝน (สิงหาคม) เอลนีโญอาจเริ่มมา และจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้า หมายความว่าหน้าหนาวปีนี้จะไม่หนาวเท่าที่เราเคยเจอในปี 2568

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

อ.วิษณุชี้ไทยร้อนเร็ว-ร้อนนาน ห่วงฝนผันผวน

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่า การเข้าสู่เอลนีโญเร็วกว่าคาดสะท้อนความไม่เสถียรของระบบภูมิอากาศโลกในยุคโลกรวน แม้ระดับความแรงยังต้องติดตาม แต่สิ่งที่ชัดเจนคือไทยต้องเตรียมรับมือความร้อนและความผันผวนของฝนในระดับสูง

sustainability-lanina-end-elnino-2026-thailand-heat-rain-climate-SPACEBAR-Photo06.jpg

สัญญาณแรกที่ปรากฏคือ “ความร้อนมาเร็ว” แม้เพิ่งพ้นฤดูหนาว อุณหภูมิกลับขยับสูงอย่างต่อเนื่อง การประเมินจาก IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชี้ว่าประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่มีนาคม-สิงหาคม โดยเฉพาะช่วงมีนาคม–พฤษภาคม ที่เสี่ยงคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มร้อนกว่าปกติต่อเนื่องหลายเดือน

“ความร้อนที่ยาวนาน” มีนัยมากกว่าอุณหภูมิในตัวเลข แต่ยังหมายถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และชุมชนรายได้น้อยในเมืองใหญ่ ความเปราะบางเหล่านี้เชื่อมโยงกับมิติ “ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs

 จับตาปริมาณฝนผันผวนสูง

ด้านปริมาณฝน ภาพรวมปีนี้ไม่ได้บ่งชี้ภัยแล้งรุนแรงทั่วประเทศ แต่เป็นลักษณะฝนทิ้งช่วงในต้นฤดู ก่อนจะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยในบางพื้นที่ช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน ความไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ทำให้ไทยอาจเผชิญทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วมภายในปีเดียวกัน ต่างช่วงเวลาและต่างพื้นที่ ภาคใต้และภาคตะวันออกมีแนวโน้มฝนน้อยในบางช่วง ขณะที่ภาคตะวันตกและเหนือตอนล่างต้องเฝ้าระวังฝนมากกว่าปกติ โดยค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 สำนักทั่วโลกบ่งชี้ว่า

sustainability-lanina-end-elnino-2026-thailand-heat-rain-climate-SPACEBAR-Photo05.jpg

ช่วง ก.พ. 2569

ปริมาณฝนมีแนวโน้มเท่ากับค่าเฉลี่ยปกติในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ช่วง เม.ย. 2569

ภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันตกตอนล่าง จะมีปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย บ่งชี้ว่าฤดูแล้งปีนี้น่าจะไม่แล้งมาก แต่ต้องไม่ประมาทเรื่องเตรียมจัดหาน้ำให้เพียงพอ

ช่วง พ.ค. 2569

ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภาคใต้ตอนบน ตะวันตก กลาง เหนือ และอีสานฝั่งตะวันออก สะท้อนว่าฤดูฝนอาจมาช้ากว่าปกติ (พื้นที่สีส้ม)

ช่วง มิ.ย. 2569

ภาคใต้ตอนล่างจะมีปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย แต่ภาคเหนือ ตะวันตก และอีสานฝั่งตะวันตก (พื้นที่สีเขียวอ่อน) จะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

ช่วง ก.ค. 2569

ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภาคใต้และตะวันออก ขณะที่ภาคเหนือและตะวันตกจะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ (พื้นที่สีเขียวอ่อน)

ช่วง ส.ค. 2569

ปริมาณฝนมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในภาคตะวันตกและเหนือตอนล่าง โดยจังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ต้องระวังให้มาก

สำหรับภาคเกษตร นี่คือความเสี่ยงเชิงระบบ ฝนที่มาช้าอาจกระทบปฏิทินเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำฝนเสี่ยงผลผลิตลดลง ขณะที่ฝนหนักเฉพาะจุดเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ความไม่แน่นอนเช่นนี้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร  ซึ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หลายข้อ โดยเฉพาะ SDG 2: ขจัดความหิวโหย SDG 6 :การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในเชิงนโยบาย เอลนีโญรอบนี้คือบททดสอบการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การกักเก็บน้ำต้นทุน การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงน้ำท่วมในลุ่มน้ำหลัก การวางแผนต้องคิดไกลกว่าหนึ่งฤดูกาล เพราะแบบจำลองชี้ว่าอิทธิพลเอลนีโญอาจต่อเนื่องถึงปีหน้า นั่นหมายถึงความจำเป็นของการจัดการเชิงรุก ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

sustainability-climate-change-and-workplace-heat-stress-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

โลกร้อนกับความไม่เท่าเทียม

อีกด้านหนึ่งความร้อนที่ยืดเยื้อเป็นสัญญาณเตือนเรื่อง “ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) โดยกลุ่มแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และชุมชนรายได้น้อย คือผู้ได้รับผลกระทบก่อนและหนักกว่า ดังนั้น การออกแบบเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว ระบบเตือนภัยคลื่นความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความยั่งยืนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

แม้แบบจำลองจะยังประเมินความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ทุกสำนักยืนยันตรงกันว่า วัฏจักรเอลนีโญกำลังกลับมา ในบริบทที่โลกอุ่นขึ้นจาก “ภาวะโลกร้อน” ผลกระทบอาจทวีความรุนแรงมากกว่าที่สถิติในอดีตเคยบอกไว้

ปี 2569 จึงอาจเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ หากการพยากรณ์ถูกใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการวางแผนระยะยาว มากกว่าการรับมือเมื่อวิกฤตมาถึง  “ความยั่งยืน” จะไม่ใช่เพียงคำในนโยบาย แต่เป็นกรอบคิดที่กำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิอากาศโลก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์