เอลนีโญรอบใหม่ สัญญาณเตือนจากระบบภูมิอากาศโลก
ท่ามกลางความพยายามของประชาคมโลกในการควบคุม “ภาวะโลกร้อน” สัญญาณเตือนล่าสุดจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ระบบภูมิอากาศโลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางอีกครั้ง เมื่อ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจรุนแรงต่อเนื่องถึงฤดูหนาวปี 2026–2027
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) ออกมาเตือนว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.4 องศาเซลเซียส แม้จะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งทุบสติติร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด

ทางด้าน ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า การประเมินของนักวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศในยุโรปและสหรัฐฯ ชี้ตรงกันว่า “เอลนีโญรอบใหม่” อาจเป็นตัวเร่งให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้หรือเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งสำคัญตามกรอบความตกลงปารีส
หากอุณหภูมิโลกขยับเข้าใกล้จุดดังกล่าว ความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชากรโลก

ความร้อนใต้น้ำแปซิฟิก สัญญาณล่วงหน้าที่ไม่ควรมองข้าม
แม้ปัจจุบันโลกยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของลานีญาอ่อน ซึ่งโดยทั่วไปช่วยกดอุณหภูมิให้ลดลง แต่ข้อมูลสังเกตการณ์ล่าสุดกลับสะท้อนแนวโน้มที่สวนทาง เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเริ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การตรวจพบกลุ่มน้ำอุ่นขนาดใหญ่ที่ระดับความลึกประมาณ 100–250 เมตร ใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งสะท้อนว่าภาวะโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่บรรยากาศ แต่กำลังสะสมพลังงานอยู่ในมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลานีญาอ่อนกำลังลง และอาจเป็นจุดตั้งต้นของเอลนีโญในระยะถัดไป

ผลกระทบต่อไทย กับโจทย์ความยั่งยืนและ SDGs
สำหรับประเทศไทย ดร.สนธิ เตือนว่าหากเอลนีโญกลับมาในระดับรุนแรง อาจเกิดความแห้งแล้งในช่วงหลังกลางปี 2026 อุณหภูมิสูงขึ้น และปริมาณฝนในฤดูมรสุมลดลง สถานการณ์ดังกล่าวเสี่ยงสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดการกักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
การประเมินระดับความรุนแรงของผลกระทบไว้ที่ 7 จาก 10 สะท้อนว่า นี่ไม่ใช่เพียงความผันผวนตามฤดูกาล แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SDG 2: ความมั่นคงทางอาหาร และ SDG 6: การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
สัญญาณเตือนจาก “เอลนีโญรอบใหม่” จึงเป็นมากกว่าประเด็นด้านสภาพอากาศ เพราะเป็นบททดสอบความพร้อมของสังคมไทยในการปรับตัวต่อโลกที่ร้อนขึ้นอย่างถาวร ว่าจะใช้ช่วงเวลานี้เตรียมรับมือเชิงนโยบายและการจัดการทรัพยากรได้ทัน ก่อนความเสี่ยงจะกลายเป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้



