ผ่านโยบายสีเขียว 9 พรรคการเมืองใหญ่ในศึกเลือกตั้ง 2569

21 ม.ค. 2569 - 09:05

  • เปิด 3 อันดับแรก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม+นโยบายที่อยากให้มี” จากเสียงคนไทย

  • 9 พรรคร่วมแสดงจุดยืนนโยบายสิ่งแวดล้อม เดิมพันอนาคตของประเทศด้วยโจทย์ท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

ผ่านโยบายสีเขียว 9 พรรคการเมืองใหญ่ในศึกเลือกตั้ง 2569

ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็นสิ่งแวดล้อมได้ขยับจาก “นโยบายรอง” สู่แกนกลางของการแข่งขันทางการเมืองอย่างชัดเจน บนเวที “TEI: Thai Envi Next ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” ที่จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับภาคีภาคธุรกิจและสื่อสาธารณะ สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมืองไทย เมื่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยพิบัติ และโลกร้อน ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์เชิงสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

3 อันดับแรก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม+นโยบายที่อยากได้”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เผยผลสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จากประชาชนกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ พบว่ากว่า 88% ของประชาชน ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน

โดยปัญหาสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ได้แก่

  1. มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
  2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 22%
  3. มลพิษขยะและของเสีย 15%

ขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act)
  2. การจัดการน้ำทั้งระบบ (แก้ผังเมือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง)
  3. การจัดการขยะครบวงจร (Zero Waste)
sustainability-green-policy-9-parties-election-2569-SPACEBAR-Photo02.jpg

9 พรรคแสดงจุดยืนนโยบายสิ่งแวดล้อมในศึกเลือกตั้ง 2569

พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6)

ขจัดมลพิษ-พลังงานสะอาดเสรี

นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายจัดการมลพิษอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ พรรคเสนอทั้งการป้องกันในประเทศและการแก้ปัญหาข้ามพรมแดน ผ่านการเปิดโต๊ะเจรจาระดับภูมิภาค ควบคู่มาตรการทางการค้า ด้วยการกีดกันสินค้าที่มีการผลิตก่อมลพิษไม่ให้เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อกดดันการเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่การผลิต

พรรคประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพื่อรีไซเคิลอย่างเด็ดขาด ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานสากลเข้มงวด พร้อมเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ภาษีคาร์บอน เพื่อนำไปหักลบภาระ CBAM ของสหภาพยุโรป ลดต้นทุนผู้ส่งออกไทย รวมถึงยกระดับมาตรฐานสินค้า Premium T-VER และลดค่าใช้จ่ายการตรวจวัดคาร์บอน

ด้านสิ่งแวดล้อมเมือง พรรคเสนอเขตเมืองมลพิษต่ำ บังคับคัดแยกขยะต้นทาง ผลักดันกฎหมาย EPR ให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ ยกระดับอาชีพซาเล้งเข้าสู่ระบบ และจัดทำบัญชีขยะอาหารในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ตามหลัก BCG

ในมิติพลังงาน พรรคชูนโยบาย “โซลาร์เสรี” เปิดทางให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อลดค่าไฟและขยายพลังงานสะอาด พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.รถไฟฟ้า (EV) และแก้ปัญหาขยะทะเลด้วยการติดตั้งแนวทุ่นดักขยะในลำน้ำ ก่อนลงสู่มหาสมุทร เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลของไทย

พรรคพลวัต (เบอร์ 7)

อากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ประกาศจุดยืนชัดว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือเรื่องของ “สิทธิ” โดยสิทธิในการหายใจอากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับประกัน หากประชาชนยังเผชิญมลพิษที่กระทบสุขภาพ ย่อมสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

พรรคชี้ว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่อาจจำกัดอยู่ในพรมแดนประเทศ โดยเฉพาะมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงเสนอแนวทางการทูตเชิงรุกและการแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ เพื่อผลักดันความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค เนื่องจากกิจกรรมเหมืองแร่และเกษตรกรรมไร้มาตรฐานส่งผลต่อสุขภาพคนไทยโดยตรง

ด้านเศรษฐกิจ พรรคยึดหลัก Business and Human Rights มองว่าธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมคือการละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด ตั้งแต่การไม่ยอมรับสินค้าไปจนถึงการแบนจากตลาดโลก โดยให้โอกาสปรับปรุงก่อน แต่หากยังเพิกเฉยจะดำเนินการทันที พรรคเชื่อว่าจุดยืนนี้จะทำให้ประเทศไทยยืนอย่างสง่างามในฐานะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนบนเวทีโลก

พรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9)

11 นโยบาย สู่ Net Zero 2050

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เสนอยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม 11 ด้าน ย้ำว่าไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แต่รับผลกระทบสูง จึงต้องแก้ปัญหาภายใต้ความร่วมมือนานาชาติ ยึดกรอบ SDGs และเป้าหมาย Net Zero 2050 ตามมาตรฐานสากล

หัวใจนโยบายคือการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ควบคู่กฎหมายลูก เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและช่วยภาคธุรกิจ–แรงงานปรับตัว พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ลดรถส่วนตัวด้วยรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เชื่อมระบบฟีดเดอร์และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเมือง

พรรคให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการใช้เทคโนโลยี Digital Twin บริหารทะเลไทย การจัดการน้ำแบบครบวงจร รับมือภัยแล้ง–น้ำท่วม และการพัฒนาอุทยานแห่งชาติควบคู่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ด้านการรับมือภัยพิบัติ เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติและอวกาศ ใช้ AI และข้อมูลดาวเทียมเพื่อพยากรณ์และบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ขณะที่ภาคพลังงาน พรรคชูพลังงานสะอาดเสรี ตั้งเป้าค่าไฟ 3.70 บาท ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน และสนับสนุนการวิจัย Fusion Energy

ภาคเกษตรมุ่งลดการเผา แก้ PM2.5 ด้วยนวัตกรรมไถกลบตอซัง คูปองปุ๋ย และตรวจวิเคราะห์ดิน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พร้อมเปิดทางให้ชุมชนใช้กองทุน SML พัฒนาโครงการสิ่งแวดล้อมตามพื้นที่

พรรคยังผลักดันผลิตภัณฑ์สีเขียวราคาจับต้องได้ วิจัยวัสดุอนาคต และเทคโนโลยีจัดการขยะ–คาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างเป็นรูปธรรม

พรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 27)

เปลี่ยนภาระเป็นทุน

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคมุ่งเตรียมประเทศให้รับมือสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ควบคู่การยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ที่มองสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระ แต่คือ “ทุน” และการลงทุนระยะยาว

นโยบายหลักคือการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และพันธบัตรป่าไม้ (Forest Bonds) เปิดทางให้เกษตรกรและชุมชนมีรายได้จากการดูแลป่า เปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากรเป็นผู้สร้างมูลค่าสิ่งแวดล้อม

ด้านพลังงาน พรรคเสนอการเชื่อมโยง ASEAN Grid เพื่อนำเข้าพลังงานสะอาดและต่อยอดการส่งออก ลดต้นทุนค่าไฟโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ พร้อมตั้งเป้าโซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านครัวเรือน ให้ประชาชนใช้ไฟสะอาดและขายไฟคืนระบบได้

เพื่อแก้ปัญหามลพิษอากาศ พรรคเสนอใช้ซูเปอร์เซ็นเซอร์และข้อมูลดาวเทียม ระบุแหล่งกำเนิดการเผาอย่างแม่นยำ เพื่อจัดการต้นตอด้วยกลไกตลาด ควบคู่การจัดการขยะไอทีและพลาสติก ด้วยเทคโนโลยีแปรรูปเป็นพลังงานและน้ำมัน

พรรคยังเน้นการรับมือภัยพิบัติจากน้ำ ผ่านระบบบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมผลักดันอุตสาหกรรม EV ให้สร้างมูลค่าในประเทศ และใช้นโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) เป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเร่งปรับสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

พรรคภูมิใจไทย (เบอร์ 37)

เศรษฐกิจสีเขียว พลัส

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชี้ว่านโยบายสิ่งแวดล้อมต้องเดินควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ หากเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งสุดโต่ง ประเทศจะไม่ยั่งยืน พรรคจึงออกแบบนโยบายเพื่อสร้างจุดสมดุลระหว่างการเติบโตและการอนุรักษ์

นโยบายเรือธงคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” (Green Economy Plus) มุ่งยกระดับขีดความสามารถภาคเอกชน ท่ามกลางกติกาสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มข้นขึ้น ตั้งเป้า Net Zero ปี 2050 โดยเฉพาะการรับมือมาตรการอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรปพรรคเสนอให้สินค้าไทยต้องมีฉลากคาร์บอน และจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Trading Board) เพื่อสร้างมาตรฐานและกลไกตลาดที่ชัดเจน

พรรคผลักดันให้การเพิ่มพื้นที่สีเขียวกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ผ่านคาร์บอนเครดิตจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มพื้นที่ป่า เปิดทางให้ชุมชนที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้รับส่วนแบ่งรายได้ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อลดภาระภาษีและมุ่งสู่ Net Zero

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ พรรคชูการท่องเที่ยวยั่งยืน เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเน้นการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้สอดคล้องศักยภาพธรรมชาติ และการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว และส่งต่อทรัพยากรที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป

พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44)

Green No Grey เศรษฐกิจเขียวต้องแข่งขันได้จริง

จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ภายใต้สโลแกน “Green No Grey” ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแข่งขันในเวทีโลก และคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

พรรคเสนอปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.บ.สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด เป็นกลไกหลักเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ลดมลพิษ สร้างงานคุณภาพ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศท่ามกลางกติกาสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มข้นขึ้น

ด้านพลังงาน มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพานำเข้า เสริมความมั่นคงพลังงาน พร้อมใช้เทคโนโลยีและหลักวิทยาศาสตร์คำนวณราคาอย่างเป็นธรรม ลดค่าไฟระยะยาว ควบคู่การสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปชุมชน ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน

ภาคเกษตรเดินหน้าสู่โมเดล “เกษตรไม่จน” ปลอดการเผา 100% แก้ PM2.5 ที่ต้นตอ เปิดทางเกษตรกรเข้าถึงตลาดสีเขียว สร้างรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิตและบริการระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน พรรคให้ความสำคัญกับการรับมือภัยพิบัติด้วยแผนที่ความเสี่ยงและระบบเตือนภัยล่วงหน้ามาตรฐานสากล เพื่อลดความสูญเสียและเปลี่ยนรัฐจากการเยียวยาเป็นการป้องกันอย่างยั่งยืน

พรรคโอกาสใหม่ย้ำการใช้งบประมาณรัฐอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และทั่วถึง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ เปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว

พรรคประชาชน (เบอร์ 46)

Net Zero เร็วกว่าแผน 15 ปี

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระดับโลกถึงชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเป้าหมาย Net Zero เร็วกว่าแผนรัฐบาล 15 ปี มองวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นต้นตอภัยพิบัติและความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงต้องบริหารเชิงรุก เน้นระบบเตือนภัย การปรับตัวล่วงหน้า และการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่

ด้านมลพิษอากาศ พรรคผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู่การปฏิบัติจริง ผ่านการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษอากาศ เชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อน สุขภาพ และสภาพอากาศ ควบคู่การสร้างทางเลือกให้เกษตรกรลดการเผา และกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบและอำนาจจัดการไฟป่า

พรรคเสนอแก้ปัญหาขยะและน้ำเสียด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เร่งยกระดับบ่อขยะกว่า 2,000 แห่ง ใช้ระบบคลัสเตอร์ เพิ่มการรีไซเคิล และลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมทุกอำเภอ ควบคู่การดูแลระบบนิเวศและสัตว์ทุกประเภท ตั้งแต่พื้นที่สีเขียว สัตว์ป่า ไปจนถึงสวัสดิการสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด พรรคย้ำว่าการขับเคลื่อนทั้งหมดต้องอาศัย 3 เสาหลัก คือ เทคโนโลยี งบประมาณ และกฎหมาย เพื่อให้เกิดผลจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชน

พรรคไทยสร้างไทย (เบอร์ 48)

สมดุลสิ่งแวดล้อมกับปากท้อง

ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลและสภาชุดที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้มาตรการลดการเผาจะช่วยลดจุดความร้อนได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบหนักต่อวิถีชีวิตและรายได้ของเกษตรกร

หัวใจนโยบายของพรรคคือการสร้าง “จุดสมดุล” ระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับความอยู่รอดของเกษตรกร โดยย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องมาพร้อม มาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้การอนุรักษ์กลายเป็นการซ้ำเติมผู้ผลิตต้นทาง

หากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล พรรคพร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ผ่านกลไกนิติบัญญัติ โดยผลักดันกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, กฎหมายจัดการขยะพิษ และ กฎหมาย EPR เพื่อขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตสินค้า ลดขยะ และสร้างระบบหมุนเวียนทรัพยากรอย่างจริงจัง

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมวันนี้ คือการวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่เพียงเพื่อคนรุ่นปัจจุบัน แต่เพื่อคนรุ่นต่อไป

พรรคไทยก้าวใหม่ (เบอร์ 49)

ภัยพิบัติคือหน้าที่รัฐ

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายที่เด็ดขาดและรวดเร็ว โดยชี้ว่าปัญหาภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม และมลพิษ เป็นเรื่องที่กระทบคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง และรัฐต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน

หัวใจสำคัญคือการผลักดันให้การจัดการภัยพิบัติถูกบรรจุเป็นหน้าที่ของรัฐในรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเป็นธรรม และยุติการปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยข้ออ้างเหตุสุดวิสัย พร้อมยกระดับระบบเตือนภัยที่แม่นยำและทันท่วงที ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ด้านการจัดการน้ำ พรรคเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุน โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป้องกันกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากความเสี่ยงเมืองจมน้ำ ครอบคลุมจังหวัดเสี่ยงอย่างอยุธยา นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี

ในมิติอากาศสะอาด พรรคพร้อมเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด และใช้มาตรการเด็ดขาดกับ “โรงงานทุนเทา” ที่ปล่อยสารพิษและมลภาวะ เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน

ควบคู่กันพรรคเสนอเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่นันทนาการในเมือง พร้อมบรรจุการศึกษาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อสร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

เลือกตั้ง 2569 เดิมพันอนาคตประเทศไทย

จากการโชว์นโยบายสีเขียวของ 9 พรรคการเมือง ต่อสาธารณชนบนเวที “TEI: Thai Envi Next ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” ครั้งนี้สะท้อนชัดว่า “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่เพียงพื้นที่แข่งขันเชิงวาทกรรม แต่กลายเป็น สนามชี้วัดความพร้อมในการบริหารประเทศของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง

จากอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ พลังงานที่จ่าย ไปจนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทุกนโยบายล้วนผูกโยงกับชีวิตประจำวันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทนทางการเมือง แต่เป็นการที่คนไทยจะเลือกทิศทางสิ่งแวดล้อมของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า พร้อมชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ตามกติกาโลก หรือก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเองบนเส้นทางความยั่งยืนอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์