“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”
การเปิดตัวนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” กับการชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ในศึกเลือกตั้งปี 2569 แม้จะไม่ยก “สิ่งแวดล้อม” ขึ้นเป็นเสาหลักตรงๆ ทว่า เมื่อผ่าดูในเชิงโครงสร้างจะพบว่านโยบายจำนวนไม่น้อยผูกโยงกับประเด็น “ความยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติพลังงาน ป่าไม้ ภัยพิบัติ และธรรมาภิบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ทำให้ประเทศจนลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
แนวคิดหลักที่สะท้อนจากนโยบาย คือการมองสิ่งแวดล้อมในฐานะปัจจัยทางเศรษฐกิจ มากกว่าประเด็นเชิงอุดมการณ์สีเขียว คือหากลดต้นทุนด้านพลังงาน บริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการความเสี่ยงจากโลกร้อน ประเทศจะมีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน
พลังงานสะอาดแบบ “ลดค่าไฟก่อน ลดคาร์บอนตามมา”
นโยบายด้านพลังงานของประชาธิปัตย์เน้นการลดค่าไฟฟ้าโดยไม่ใช้งบประมาณรัฐ ผ่านการเปิดการแข่งขันต้นทุนพลังงาน การพัฒนาโซลาร์เซลล์ สมาร์ตกริด และการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน
ในมุมสิ่งแวดล้อม นี่คือแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำ แทนการกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอนเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น แม้ยังไม่ปรากฏกรอบ Net Zero หรือเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทไทยที่ต้นทุนพลังงานเป็นภาระต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ

ป่าไม้และคาร์บอนเครดิต จากภาระรัฐสู่สินทรัพย์เศรษฐกิจ
หนึ่งในนโยบายที่สะท้อนมิติความยั่งยืนชัดเจน คือ “พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน” ซึ่งเป็นการใช้กลไกการเงินมาสร้างแรงจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในการเพิ่ม “พื้นที่สีเขียว”
นโยบายลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวคิด Nature-based Solutions และตลาดคาร์บอน ซึ่งกำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดเชิงระบบ เช่น สิทธิในที่ดิน การวัดและรับรองคาร์บอนเครดิต และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ
ภัยพิบัติและ PM2.5 สิ่งแวดล้อมในฐานะความเสี่ยงต่อชีวิตและเศรษฐกิจ
ประชาธิปัตย์หยิบยกบทเรียนจาก “น้ำท่วมหาดใหญ่” มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นโยบายเร่งออกกฎหมายแก้ปัญหา PM2.5 (เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ) สะท้อนการยอมรับว่ามลพิษทางอากาศไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว แม้รายละเอียดกฎหมายยังไม่ชัดเจน แต่การยกระดับเป็นวาระนโยบายถือเป็นสัญญาณสำคัญในยุคที่ฝุ่นพิษกลายเป็นความเสี่ยงประจำฤดูของประเทศ
ธรรมาภิบาล ฐานรากของความยั่งยืน
นโยบาย Open Data, ราชการในมือถือ และการตัดกฎหมายล้าสมัยด้วย Super Act แม้ไม่ใช่นโยบายสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่มีนัยสำคัญต่อ “ความยั่งยืน” ในเชิงระบบ เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากในไทยผูกโยงกับความไม่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ และการขาดการตรวจสอบจากสาธารณะ การเปิดข้อมูลและใช้เทคโนโลยี เช่น AI ในการตรวจสอบภาครัฐ อาจช่วยลดช่องว่างคอร์รัปชั่นในโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

วิเคราะห์ 27 นโยบาย “ไทยหายจน” กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เสาที่ 1 หายจนรายได้
ความยั่งยืนถูกแปลงเป็น “ต้นทุนประเทศ”
นโยบายเสานี้สะท้อนชัดว่าประชาธิปัตย์เลือกอ่านโจทย์ “ความยั่งยืน” ผ่านเลนส์เศรษฐกิจ ไม่ใช่วาทกรรมสีเขียวแบบอุดมการณ์ การลดค่าไฟโดยไม่ใช้งบประมาณรัฐ การดันไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน และพันธบัตรป่าไม้ ล้วนชี้ว่าพรรคมองพลังงาน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติเป็นตัวแปรหลักในการลดต้นทุนประเทศและเพิ่มขีดแข่งขัน นัยทางการเมืองคือการส่งสัญญาณว่า “พลังงานสะอาดต้องไม่แพง” และการแก้โลกร้อนต้องเดินไปพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าการกำหนดพันธะด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง
เสาที่ 2 หายจนใจ
ความยั่งยืนทางสังคมเป็นฐานรับแรงกระแทกโลกร้อน
แม้นโยบายในเสานี้จะไม่พูดถึงสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ในเชิงการเมืองกลับมีนัยสำคัญต่อความยั่งยืนระยะยาว การดูแลแม่และเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ถูกวางเป็น “ระบบกันชนทางสังคม” ท่ามกลางยุคภัยพิบัติถี่และค่าครองชีพผันผวนจากวิกฤตภูมิอากาศ ประชาธิปัตย์พยายามชี้ว่าหากโครงสร้างสวัสดิการอ่อนแอ ประเทศจะรับมือกับผลกระทบจากโลกร้อนได้ยาก เสานี้จึงทำหน้าที่รองรับ SDGs มิติ Social Sustainability แม้จะยังไม่เชื่อมโยงไปถึงแนวคิดความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
เสาที่ 3 หายจนปัญญา
ทุนมนุษย์คือกลไกเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยั่งยืน
ในสนามการเมือง เสานี้ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ระยะยาวมากกว่าคะแนนนิยมฉับไว นโยบายบุฟเฟต์การศึกษา Learn to Earn และ English for All สะท้อนการยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยจะไปต่อไม่ได้ หากแรงงานไม่พร้อมต่อเทคโนโลยีใหม่และเศรษฐกิจสีเขียว แม้จะยังไม่ประกาศชัดเรื่อง Green Skills แต่กรอบคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ SDGs ด้านการศึกษา งานที่มีคุณค่า และนวัตกรรม เป็นการวางฐาน “ความยั่งยืนเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เสาที่ 4 หายจนตรอก
ธรรมาภิบาล คือหัวใจนโยบายสิ่งแวดล้อม
เสานี้สะท้อนจุดยืนทางการเมืองของประชาธิปัตย์ชัดที่สุดในมิติความยั่งยืน พรรคมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดเทคโนโลยี แต่เพราะรัฐไร้ประสิทธิภาพและขาดความโปร่งใส นโยบาย Open Data ราชการในมือถือ Super Act รวมถึงการเร่งกฎหมายแก้ PM2.5 และเตรียมรับมือภัยพิบัติ ถูกวางเป็นเครื่องมือ “ปลดล็อกโครงสร้างรัฐ” ให้สามารถจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้จริง ในเชิงการเมือง นี่คือการประกาศว่าความยั่งยืนจะเกิดไม่ได้ หากไม่ปฏิรูประบบอำนาจและการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กัน
ความยั่งยืนที่ยังขาดมิติ “ความเป็นธรรม”
แม้นโยบายทั้งหมดจะกล่าวถึงการลดความเหลื่อมล้ำและดูแลกลุ่มเปราะบาง แต่ในมุมสิ่งแวดล้อม เรายังไม่เห็นการพูดถึง “ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม” หรือ Just Transition อย่างชัดเจน ทั้งในประเด็นผลกระทบต่อชุมชนรอบแหล่งพลังงาน อุตสาหกรรมสกปรก หรือการเตรียมแรงงานสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว”
ดังนั้น จากทั้งหมดของนโยบาย “ไทยหายจน” พรรคประชาธิปัตย์ ที่วิเคราะห์มาเราอาจสรุปได้ว่า ประชาธิปัตย์ กำลังสะท้อนภาพความยั่งยืนแบบนักบริหารประเทศที่มองสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมสีเขียวเข้ม จุดแข็งอยู่ที่ความเป็นจริงและการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ แต่ความท้าทายคือการทำให้ประเด็นสภาพภูมิอากาศและความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้น หากต้องการตอบโจทย์ “ความยั่งยืน” ในระยะยาวและเห็นผลจริง







