ตรีนุช เทียนทอง และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ นำทีมแถลงนโยบายพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวนโยบาย 12 เรื่อง ภายใต้ 3 เสาหลัก “มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล” ของพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนภาพพรรคที่ยังยืนบนฐานความคิดเดิม คือการมองปัญหาประเทศผ่านกรอบความมั่นคงและปากท้องเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และความเหลื่อมล้ำเชิงสิ่งแวดล้อม คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ “ความยั่งยืน” และความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งยุคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด?
ความมั่นคงนำ เศรษฐกิจตาม สิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือ
เมื่อพิจารณา 12 นโยบายเรือธง จะเห็นได้ชัดว่านโยบายส่วนใหญ่ผูกโยงกับ “ความมั่นคงของรัฐ” และ “การลดภาระค่าครองชีพ” เป็นหลัก ตั้งแต่การสร้างรั้วชายแดน การยกเลิก MOU 43 การปราบทุนสีเทา ไปจนถึงบัตรประชารัฐ Extra และการลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม
สำหรับในมิติ “สิ่งแวดล้อม” ที่หลายฝ่ายจับตา คงปรากฏนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพียง “ไฟฟ้าประชารัฐ (โซลาร์เซลล์ชุมชน)” ซึ่งสะท้อนการมองพลังงานสะอาดในฐานะเครื่องมือช่วยลดค่าใช้จ่าย มากกว่าการวางเป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อรับมือโลกร้อน หรือบรรลุเป้าหมาย Net Zero

โซลาร์เซลล์ชุมชน จุดแข็งด้านการสื่อสารแต่ยังไม่ชัดเชิงโครงสร้าง
นโยบายโซลาร์เซลล์ชุมชนถือเป็นจุดที่พรรคพลังประชารัฐสามารถเชื่อมโยงกับ SDG 7: พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากขยายรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งเรื่องโครงข่ายไฟฟ้า การรับซื้อไฟคืน กลไกสนับสนุนเงินลงทุน และบทบาทชุมชน
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมนโยบายยังขาดการอธิบายว่าจะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับประเทศอย่างไร หรือจะเชื่อมโยงกับการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวหรือไม่ ทำให้พลังงานสะอาดยังถูกวางเป็น “นโยบายช่วยค่าไฟ” มากกว่านโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง

ลดค่าไฟ-น้ำมัน
แก้ปากท้องระยะสั้น แต่สวนทางเป้าหมายโลกร้อน
การประกาศลดค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และราคาน้ำมัน เป็นนโยบายที่ได้ใจประชาชนฐานรากในระยะสั้น แต่ในมุม “ความยั่งยืน” นโยบายลักษณะนี้อาจขัดกับแนวทางการลดการใช้พลังงานฟอสซิล หากไม่มีมาตรการควบคู่ในการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานหรือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน
ขณะที่ในบริบทโลกที่หลายประเทศเริ่มใช้กลไกราคาคาร์บอนและลดการอุดหนุนฟอสซิล นโยบายนี้อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าการเตรียมประเทศรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ความมั่นคงชายแดนกับมิติสิ่งแวดล้อมที่หายไป
นโยบายสร้างรั้วชายแดนและหมู่บ้านมั่นคง เน้นมิติความปลอดภัยและอธิปไตยเป็นหลัก แต่ยังไม่เห็นการเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ พื้นที่ป่า หรือชุมชนชายแดน ซึ่งในหลายประเทศ ประเด็นความมั่นคงกำลังถูกนิยามใหม่ให้รวมถึง “ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม” และ “ความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติ”
การไม่กล่าวถึงมิตินี้ อาจทำให้พรรคเสียโอกาสในการขยายฐานคะแนนไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเชิงโครงสร้าง

สิ่งที่พลังประชารัฐ “ยังไม่พูด”
เมื่อเทียบกับกระแสสังคม ปรากฏว่านโยบายพลังประชารัฐยังไม่แตะประเด็นสำคัญ เช่น ฝุ่น PM2.5 การจัดการขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน การรับมือภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ในสนามเลือกตั้ง 2569 ที่ “สิ่งแวดล้อม” กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ ประเด็นที่ไม่ถูกพูดอาจส่งผลพอๆ กับประเด็นที่ถูกนำเสนอ
โอกาสทางการเมือง ฐานเดิมแข็ง แต่ฐานใหม่ยังไม่เปิด
จุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐ คือความต่อเนื่องของนโยบายสวัสดิการและความมั่นคง ซึ่งยังคงสื่อสารกับฐานเสียงเดิมได้ดี แต่ในเชิงความยั่งยืน พรรคยังมีช่องว่างสำคัญ หากต้องการขยายฐานไปสู่กลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติสิ่งแวดล้อมโดยตรง
การเลือกตั้ง 2569 หากพรรคสามารถยกระดับ “ไฟฟ้าประชารัฐ” ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดที่ชัดเจน และเชื่อมโยงนโยบายปากท้องกับการลดโลกร้อนและการรับมือภัยพิบัติได้จริง อาจเปลี่ยนภาพจากพรรคความมั่นคงแบบเดิม ไปสู่พรรคที่ตอบโจทย์อนาคตมากขึ้น
มั่นคง–ฟื้นฟู–ดูแล กับคำถามเรื่องความยั่งยืน
นโยบายของพรรคพลังประชารัฐในศึกเลือกตั้ง 2569 สะท้อนความพยายามรักษาฐานเสียงด้วยโจทย์ปากท้องและความมั่นคงเป็นหลัก ขณะที่มิติสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนยังคงเป็น “ภาพรอง” ในเชิงนโยบาย
ในยุคที่ฝุ่นพิษ ภัยพิบัติ และโลกร้อนกำลังกระทบชีวิตผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม พรรคการเมืองที่สามารถเชื่อม “ความมั่นคง” เข้ากับ “ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างจริงจัง ในศึกการเลือกตั้ง 2569 อาจเป็นผู้ได้เปรียบในสนามที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากพลังประชารัฐจะก้าวข้ามกรอบเดิม คำถามไม่ใช่ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่คือ “จะกล้าปรับเพียงใด” ในการตอบโจทย์อนาคตของประเทศ





