ศึกประชันนโยบายพรรคใหญ่กำลังร้อนระอุท่ามกลางอากาศที่เย็นลงในช่วงวันหยุดปีใหม่ สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากการแข่งขันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สนามนี้กำลังเปิดพื้นที่ให้พรรคที่ผลักดัน “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้า เพราะทั้งวิกฤตฝุ่น PM2.5 แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ปัญหาโรงงานสีเทา ภูเขาขยะทั่วประเทศ กำลังทดสอบความจริงใจของพรรคการเมืองไทยว่าจะยังมอง “สิ่งแวดล้อม” เป็นเพียงวาทกรรม หรือยกระดับเป็นนโยบายหลักที่กำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว
ในฐานะแฟนตังยงของ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่มองว่าการตัดสินใจของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วมักยึดโยงกับนโยบายที่ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างแยกไม่ออก และประเทศไทยกำลังเดินมาถึงจุดเดียวกัน เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกระทบชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเห็นพ้องกับอาจารย์ พร้อมขอหยิบยกความคิดเห็นของท่านมาขยี้ต่อ

กรอบคิด “สิ่งแวดล้อม = คุณภาพชีวิต”
จากนโยบายรอง...สู่หัวใจการพัฒนาที่ยั่งยืน
แก่นความคิดของ ดร.สนธิ ไม่ได้มองสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องอนุรักษ์เชิงอุดมคติ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิต ตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ กรอบคิดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่เน้นการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยเฉพาะ SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 11: เมืองและชุมชนยั่งยืน และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้น คำถามสำคัญในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง “พรรคไหนพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม” แต่เราต้องโฟกัสว่า “พรรคไหนเข้าใจว่าปัญหานี้เชื่อมโยงชีวิตคนไทยอย่างไร? และพร้อมแก้เชิงโครงสร้างหรือไม่?”

กฎหมายสิ่งแวดล้อม บททดสอบความกล้าของพรรคการเมือง
ข้อเสนอเร่งด่วนของ ดร.สนธิ คือการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ล่าช้าและไม่ทันต่อความซับซ้อนของปัญหา พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการฝุ่น PM2.5 และมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ แต่ความท้าทายอยู่ที่การปรับแก้กฎหมายให้ลดความซ้ำซ้อนและแรงต้านจากภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ
ในเชิงการเมือง พรรคที่กล้าผลักดันกฎหมายนี้อย่างจริงจังย่อมได้คะแนนจากประชาชนเมืองและกลุ่มคนทำงาน แต่ก็ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรขนาดใหญ่ นี่คือจุดชี้วัดว่าพรรคการเมืองจะเลือก “ความนิยมระยะสั้น” หรือ “ความยั่งยืนระยะยาว”

โรงงานสีเทา ความโปร่งใส และรัฐที่ประชาชนตรวจสอบได้
การปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อแก้ปัญหาโรงงานสีเทา สะท้อนกรอบคิดที่มองสิ่งแวดล้อมควบคู่กับ “ธรรมาภิบาล” ดร.สนธิ เสนอให้แยกโรงงานทั่วไปออกจากโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง ปรับกระบวนการอนุญาตให้ทันสมัย และเพิ่มบทลงโทษที่มีผลจริง
หากวิเคราะห์ในมุมความเป็นไปได้ นโยบายนี้มีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากชุมชนและท้องถิ่นที่เผชิญผลกระทบโดยตรง แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองกล้าผลักดันกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารมลพิษ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบรัฐได้ ซึ่งสอดคล้องกับ SDG 16: ว่าด้วยสถาบันที่โปร่งใสและเข้มแข็ง
อนามัยสิ่งแวดล้อมกับการกระจายอำนาจ บทบาทใหม่ของท้องถิ่น
แนวคิดการปรับ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ให้เป็น “พ.ร.บ.อนามัยสิ่งแวดล้อม” และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลกิจการขนาดเล็ก เป็นอีกประเด็นที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมกับการเมืองเชิงพื้นที่ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกิจการเสี่ยงสูง อาจลดความขัดแย้งในระยะยาว แต่ต้องแลกกับการยกระดับศักยภาพและความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในเชิงเลือกตั้ง นโยบายนี้มีพลังดึงคะแนนในระดับฐานเสียงท้องถิ่น หากพรรคการเมืองสามารถทำให้เห็นภาพว่าการกระจายอำนาจไม่ใช่ภาระ แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสุขภาพประชาชน
โลกร้อนและพลังงานสะอาด เป้าหมายใหญ่กับโจทย์ความเป็นจริง
ข้อเสนอ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) ที่ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 และมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 เป็นนโยบายระดับโครงสร้างที่สอดรับกับ SDG 13 อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ ความท้าทายคือการสร้างกลไกราคาคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยไม่ซ้ำเติมต้นทุนชีวิตของประชาชน
พรรคการเมืองที่เชื่อมโยงนโยบาย “พลังงานสะอาด” กับการลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน การสร้างงานใหม่ และความมั่นคงทางพลังงาน จะมีโอกาสเปลี่ยน “โลกร้อน” จากเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับต้องได้

ภัยพิบัติถี่ขึ้น นโยบายที่ประชาชนรอคำตอบ
ปีนี้ปีเดียวเราเห็นน้ำท่วม ฝุ่นพิษ คลื่นความร้อน และภัยพิบัติรูปแบบใหม่ สิ่งเหล่านี้กำลังทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อศักยภาพรัฐ ดร.สนธิ เห็นว่าพรรคการเมืองต้องเสนอแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่ครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมพร้อม การสื่อสารความเสี่ยง การอพยพ ไปจนถึงการฟื้นฟู
ในเชิงการเมือง นี่คือนโยบายที่ “ได้ใจคนไทยส่วนใหญ่” เพราะกระทบชีวิตทุกพื้นที่ และเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่จะยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขอทำแค่ผ่านๆ หรือจะวางรากฐานสร้างระบบรับมือระยะยาวอย่างจริงจัง
จากเวทีหาเสียงสู่การทำจริง
การเลือกตั้ง 2569 ทุกเสียงที่เรากาในคูหาจึงเป็นการตัดสินทิศทางประเทศในยุควิกฤติสิ่งแวดล้อม วันนี้สำหรับเราแล้วนโยบายที่ได้ใจคนไทยจะไม่ใช่คำสัญญาที่สวยหรู เสียงประกาศที่ดังก้องคล้องจองกินใจ หากแต่ต้องมีเป้าหมายชัด ตรวจสอบได้ และกล้าชนกับโครงสร้างเดิม
ยุคนี้ “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่กลับเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด ดังนั้น พรรคการเมืองไหนที่ตีโจทย์แตก และเปลี่ยนจากการหาเสียง...บลาๆๆ มาเป็นมิติของการคิด แก้ไข และลงมือทำ อาจไม่ได้เพียงชัยชนะในการเลือกตั้งแค่สมัยนี้ แต่จะได้ใจประชาชนและดึงความเชื่อมั่นมาสู่พรรค สุดท้ายถ้าทำได้แบบที่หาเสียงไว้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่สมัยก็มักโกยคะแนนนิยมไปโดยดุษฎี



