เราอาจเคยได้ยินประโยค “รวยกระจุก จนกระจาย” กันมาบ้าง ครั้งนี้ SPACEBAR จะมาวิเคราะห์ว่าเรื่องนี้สำหรับประเทศไทยเป็นจริงแค่ไหน? และเกี่ยวข้องอย่างไรกับโลก?

ล่าสุด ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำโลก (World Inequality Lab) เปิดเผยรายงานความเหลื่อมล้ำโลกประจำปี 2569 (World Inequality Report 2026) ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 ของชุดรายงานระดับโลก ผลการศึกษาจากเครือข่ายนักวิชาการกว่า 200 คนทั่วโลก ชี้ให้เห็นสภาวะการกระจุกตัวของทรัพยากรที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการไหลออกของทรัพยากรจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวยในอัตราประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP) ต่อปี ผ่านระบบการเงินและผลตอบแทนสินทรัพย์ที่เหลื่อมล้ำ
สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย รายงานระบุว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุด โดยรั้งอันดับหนึ่งทั้งในระดับอาเซียนและระดับทวีปเอเชีย เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนรายได้ของกลุ่มประชากรที่มั่งคั่งที่สุดร้อยละ 10 เทียบกับกลุ่มประชากรร้อยละ 50 ที่อยู่ฐานราก (T10/B50) สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่รายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้อยู่บนยอดพีระมิด ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ในระดับต่ำและขาดโอกาสในการเข้าถึงทุนมนุษย์อย่างเท่าเทียม
มิติใหม่ของความเหลื่อมล้ำในศตวรรษที่ 21 กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
รายงานฉบับนี้ได้ขยายขอบเขตการวิเคราะห์ไปยังมิติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ข้อมูลระบุว่าประชากรกลุ่มมั่งคั่งที่สุดร้อยละ 10 ของโลก มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 77 ของการปล่อยก๊าซที่เกี่ยวข้องกับการถือครองทุนส่วนบุคคล

สภาวการณ์นี้ตอกย้ำว่าปัญหาด้าน “สิ่งแวดล้อม” ไม่สามารถแยกออกจากปัญหาการกระจายความมั่งคั่งได้ เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง มักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ถือครองทุนรายใหญ่
ความสัมพันธ์ดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 (Climate Action) และเป้าหมายที่ 10 (Reduced Inequalities) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการมลพิษจากภาคการเงินและการถือครองทุนกำลังบ่อนทำลายความพยายามในการควบคุมอุณหภูมิโลก ในขณะที่กลุ่มเปราะบางตามเป้าหมายที่ 1 (No Poverty) กลับต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงที่สุด แม้จะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงน้อยนิยาม

ความไม่เท่าเทียมทางเพศและต้นทุนที่มองไม่เห็น
ในเชิงสังคมและความยั่งยืนตามเป้าหมายที่ 5 (Gender Equality) และเป้าหมายที่ 8 (Decent Work and Economic Growth) รายงานพบว่าผู้หญิงทั่วโลกยังคงได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับรายได้เพียงร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้ชายหากรวมงานที่ไม่ได้ค่าจ้าง (Unpaid Work) เช่น การดูแลครัวเรือนและการบริการชุมชน ความไม่สมดุลนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็นความไร้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโลกในการจัดสรรทรัพยากรบุคคลและการให้คุณค่าต่อแรงงานที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนในระดับฐานราก
ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำโลกเสนอแนะว่า การจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้น รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องปฏิรูปนโยบายการคลังและค่าจ้างอย่างก้าวหน้า รวมถึงการสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุม เพื่อลดความแตกแยกทางพื้นที่และสร้างภูมิต้านทานให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมโลกในปัจจุบัน



