สหรัฐฯ กำลังเผชิญพายุฤดูหนาวรุนแรง “Winter Storm Fern” ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบอุณหภูมิเย็นลงตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2026 และคาดว่าจะรุนแรงต่อเนื่องในช่วงวันที่ 23–24 มกราคม หลังมวลอากาศอาร์กติกเย็นจัดไหลลงมาปกคลุม ส่งผลให้เกิดหิมะตกหนัก ฝนเยือกแข็ง และอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยฤดูกาลอย่างมากในหลายภูมิภาค
หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ และสื่อพยากรณ์อากาศหลักระบุว่า พายุลูกนี้จะครอบคลุมพื้นที่ยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ ตั้งแต่รัฐเท็กซัส เขตเกรตเพลนส์ ภาคกลางของประเทศ ไปจนถึงรัฐมิดแอตแลนติก และตะวันออกเฉียงเหนือ รวมแล้วมากกว่า 30–35 รัฐ หรือคิดเป็นประชากรราว 230 ล้านคน ซึ่งเกือบสองในสามของประชากรทั้งประเทศ
สำหรับพื้นที่เสี่ยงจำนวนมากอยู่ในโซนอุณหภูมิใกล้จุดเยือกแข็ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าน้ำแข็งสะสมบนถนนและสายส่งไฟฟ้า เป็นอันตรายสูง อาจนำไปสู่อุบัติเหตุทางถนน การคมนาคมหยุดชะงัก และไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในรัฐทางใต้และมิดเวสต์ที่ไม่ได้รับมือกับสภาพอากาศเย็นจัดบ่อยครั้ง
ด้านการเดินทาง สายการบินหลักของสหรัฐฯ เช่น American Airlines, Delta และ Southwest ได้เริ่มใช้มาตรการ Travel Waivers ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เปิดทางให้ผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ท่ามกลางความเสี่ยงของเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกในหลายสนามบินสำคัญ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐหลายแห่งประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า เพื่อเตรียมระบบไฟฟ้า การคมนาคม และบริการฉุกเฉิน
“โพลาร์วอร์เท็กซ์” กลไกเบื้องหลังความหนาวจัด
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ความหนาวรุนแรงครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโพลาร์วอร์เท็กซ์ (Polar vortex) ซึ่งเป็นบริเวณอากาศเย็นจัดและความกดอากาศต่ำขนาดใหญ่ หมุนอยู่เหนืออาร์กติกในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ที่ความสูงราว 10–50 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก
โดยทั่วไปโพลาร์วอร์เท็กซ์จะมีลักษณะค่อนข้างกลมและช่วยกักอากาศหนาวไว้ในละติจูดสูง แต่ในบางช่วง คลื่นบรรยากาศขนาดใหญ่จากชั้นบรรยากาศตอนล่างสามารถรบกวนโครงสร้างนี้ได้ ทำให้โพลาร์วอร์เท็กซ์ “ยืดตัว” ลงมาทางใต้
ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้เหมือนยางรัดของที่ถูกดึงออก เมื่อโครงสร้างยืดออก มวลอากาศอาร์กติกจึงสามารถไหลลงมาสู่พื้นที่ตอนใต้ได้ไกลและเร็วผิดปกติ ส่งผลให้หลายรัฐของสหรัฐฯ เผชิญความหนาวจัดพร้อมกันในวงกว้าง
โลกร้อนเกี่ยวหรือไม่?
แม้โลกกำลังอุ่นขึ้น แต่เหตุการณ์หนาวจัดเช่นนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าภูมิภาคอาร์กติกกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก จากกระบวนการที่เรียกว่า Arctic amplification ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ก่อขึ้น
นักวิจัยบางส่วนเสนอว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สมดุลในอาร์กติกอาจทำให้คลื่นบรรยากาศขนาดใหญ่รุนแรงขึ้น และเพิ่มโอกาสที่โพลาร์วอร์เท็กซ์จะถูกรบกวน ส่งผลให้ สภาพอากาศสุดขั้วในฤดูหนาวเกิดถี่ขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มเตือนว่ายังต้องใช้ข้อมูลระยะยาวมากกว่านี้ ก่อนจะสรุปความเชื่อมโยงโดยตรง เนื่องจากความผันแปรตามธรรมชาติของสภาพอากาศยังมีบทบาทสำคัญ
เตือนภัยและข้อแนะนำ
หน่วยงานรัฐย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นในช่วงวันที่ 23–24 มกราคม ติดตามคำเตือนสภาพอากาศและแผนที่พายุแบบเรียลไทม์ พร้อมเตรียมรับมือไฟฟ้าดับ อุณหภูมิต่ำจัด และอันตรายจากน้ำแข็งเกาะถนน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแม้แบบจำลองพยากรณ์จะมีความแม่นยำมากขึ้น แต่เส้นทางและความรุนแรงของพายุยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ในรายวัน ทำให้การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ดร.ธรณ์ โพสต์เตือน
ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์โซเชียล ระบุว่า “พายุหิมะมหาโหด Fern กำลังจะถล่มอเมริกา คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 230 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งไม่เคยเจอพายุหิมะระดับนี้มาก่อน”
ขณะที่ World Forum ข่าวสารต่างประเทศ โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า สหรัฐฯ ตื่นตระหนกตุนของกินของใช้ พายุฤดูหนาว ไม่เคยมีมาก่อน ชาวอเมริกันแห่กักตุนอาหาร หลังพายุหนาวรุนแรงระดับประวัติศาสตร์กำลังจะพัดถล่ม อุณหภูมิอาจต่ำถึง -45°C และทำให้ไฟดับ-ระบบสาธารณูปโภคเสียหายเป็นวงกว้าง
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐ (NWS) เตือนว่าเป็นพายุขนาดใหญ่ มีทั้งหิมะ ลูกเห็บ และฝนเยือกแข็ง ให้ประชาชนเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ ทำให้ประชาชนในหลายรัฐของสหรัฐฯ เริ่มแห่ซื้อสินค้าเกลี้ยงชั้นวาง (Panic buying) หลังมีการพยากรณ์ว่า พายุ “เฟิร์น (Storm Fern)” อาจเป็นพายุฤดูหนาวที่หนาวจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะกระทบประชาชนมากกว่าสองร้อยล้านคน
พายุลูกนี้คาดว่าจะทำให้อุณหภูมิลดต่ำถึง -50°F (ประมาณ -45°C) และมีหิมะตกหนาสูงสุดถึง 24 นิ้ว (ราว 60 ซม.) ในหลายพื้นที่ของประเทศ ตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป



