ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความเย็น หนึ่งในเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ เมื่อมวลอากาศเย็นจัดจากขั้วโลกเหนือ หรือที่เรียกว่า “Arctic Cold Wave” แผ่ปกคลุมยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนืออย่างฉับพลัน (ตั้งแต่ช่วงวันที่ 5 มกราคม 2026) ส่งผลให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดพายุหิมะในหลายพื้นที่ และทำให้ระบบคมนาคมและพลังงานของหลายประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงัน เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกประเมินว่าเป็นคลื่นความหนาวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 และแรงที่สุดในรอบ 14 ปี
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพชัดของภาวะ “โลกรวน” ซึ่งเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่ได้หมายถึงโลกที่ร้อนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความแปรปรวนที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความหนาวจัดที่เกิดนอกแบบแผนเดิม

คลื่นความเย็นจากอาร์กติกครั้งนี้มีสาเหตุจากความแปรปรวนของระบบอากาศในมหาสมุทรอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือ เมื่อเขตความกดอากาศสูงปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลมจากทิศเหนือพัดพามวลอากาศเย็นจัดลงสู่ยุโรปตอนกลางและตะวันตกอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิลดลงภายในเวลาอันสั้น พร้อมหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ที่ไม่เคยเผชิญสภาพเช่นนี้ในระดับรุนแรงมาก่อน
เนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ระบบคมนาคมแทบเป็นอัมพาต โดยท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัม สคิปโฮล (Schiphol) ต้องยกเลิกเที่ยวบินราว 700 เที่ยวบิน หรือมากกว่าครึ่งของเที่ยวบินทั้งหมดในวันดังกล่าว และปิดรับเที่ยวบินขาเข้าเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย เพื่อเร่งเคลียร์หิมะออกจากรันเวย์และดำเนินการฉีดน้ำยาละลายน้ำแข็งให้กับเครื่องบิน การเดินทางทางรางก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก รถไฟทุกสายที่วิ่งเข้า-ออกกรุงอัมสเตอร์ดัมต้องหยุดให้บริการ รวมถึงรถไฟระหว่างประเทศอย่าง Eurostar ขณะที่ปัญหาขัดข้องของระบบซอฟต์แวร์ควบคุมการเดินรถไฟซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้เครือข่ายรถไฟทั่วประเทศหยุดชะงักต่อเนื่องไปถึงวันถัดมา

บนท้องถนนของเนเธอร์แลนด์ สภาพถนนลื่นและทัศนวิสัยต่ำจากหิมะและน้ำแข็งทำให้เกิดการจราจรติดขัดสะสมยาวหลายร้อยกิโลเมตรทั่วประเทศ กลายเป็นหนึ่งในวันที่ระบบคมนาคมของประเทศเผชิญแรงกดดันสูงสุดในรอบหลายปี

ฝรั่งเศส เผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน สนามบินหลักในกรุงปารีส ทั้งชาร์ลส์ เดอ โกล และออร์ลี ถูกสั่งลดจำนวนเที่ยวบินลงราว 15% ตามคำสั่งของสำนักงานการบินพลเรือน เพื่อความปลอดภัยจากสภาพอากาศหนาวจัดและหิมะที่ปกคลุมรันเวย์ บนท้องถนน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับถนนที่กลายเป็นน้ำแข็ง หรือ “แบล็กไอซ์” ขณะที่การจราจรในพื้นที่รอบกรุงปารีสและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดขัดสะสมรวมกันยาวกว่า 1,000 กิโลเมตรในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน
ข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิช่วงกลางคืนในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษลดต่ำถึง –12.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีบันทึกอุณหภูมิต่ำสุดราว –22 องศาเซลเซียส ในบางพื้นที่ของฝรั่งเศสตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก พบหิมะสะสมสูงถึง 30 เซนติเมตร ทางการหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยสภาพอากาศระดับ “โค้ดออเรนจ์” หรือเฝ้าระวังขั้นสูง และขอความร่วมมือประชาชนงดการเดินทางหากไม่จำเป็น
คลื่นความหนาวยังส่งแรงกระแทกไปถึงระบบพลังงานของยุโรป เมื่ออุณหภูมิลดลง ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อให้ความอบอุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฝรั่งเศส ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้ต้องนำโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเข้ามาเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะในยามวิกฤต พลังงานฟอสซิลยังคงเป็นกำลังสำรองที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศชี้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ข้อโต้แย้งของภาวะโลกร้อน แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงของการที่ระบบภูมิอากาศโลกเสียสมดุล การเปลี่ยนแปลงในแถบอาร์กติกและการอ่อนกำลังของกระแสลมเจ็ตสตรีม อาจเปิดทางให้มวลอากาศเย็นจัดเคลื่อนตัวลงสู่ละติจูดต่ำได้บ่อยและรุนแรงขึ้น
ท่ามกลางหิมะ ความหนาว และความเสียหาย คลื่นความเย็นครั้งนี้จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า โลกที่กำลังร้อนขึ้น อาจนำพาอากาศที่ “หนาวสุดขั้ว” มาด้วยเช่นกัน และการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศในศตวรรษนี้ จำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ต้องเตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอนทุกรูปแบบ ที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของโลกใบนี้



