ทั้งโลกกลับมาจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ระดมส่งเครื่องบินรบกว่า 50 ลำเข้าไปในตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นการระดมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่สหรัฐฯ บุกอิรักเมื่อปี 2003
นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่มีการคาดการณ์กันว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมโจมตีอิหร่านเร็วๆ นี้ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ครั้งนั้นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่ง “กองเรือขนาดมหึมา” ไปตะวันออกกลางเพื่อกดดันอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่เปิดฉาก
ทำไมสหรัฐฯ ยังไม่บุกทั้งที่เสริมกำลังเข้าไปหลายรอบแล้ว
เรื่องนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยกับ Wall Street Journal ไว้ว่า ที่สหรัฐฯ ยังไม่โจมตีทางอากาศอิหร่านก็เพราะว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปตะวันออกกลางให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าอิสราเอล พันธมิตรอาหรับ และกำลังพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้รับการปกป้องอย่างเพียงพอแล้ว ในกรณีที่อิหร่านโจมตีตอบโต้ โดยเฉพาะด้วยขีปนาวุธและโดรนซึ่งเป็นไม้เด็ดของอิหร่าน
Wall Street Journal ยังระบุว่า นักวางแผนทางทหารของสหรัฐฯ มองว่า การขยายขอบเขตการป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจำกัดความเสียหาย หากอิหร่านตอบโต้โดยพุ่งเป้ามาที่สหรัฐฯ หรือพันธมิตร
แม้การโจมตีทางอากาศในวงจำกัดต่ออิหร่านจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แต่ปฏิบัติการขนาดใหญ่กว่านั้นมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เตหะรานตอบโต้ในระดับเดียวกัน ซึ่งทำให้การป้องกันทางอากาศที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็น
ในช่วงสงคราม 12 วันกับอิหร่านในปี 2025 และการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนสองครั้งก่อนหน้านี้ที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านลงมือเมื่อปี 2024 ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ นอกเหนือจากระบบที่อิสราเอลใช้งานอยู่ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสหรัฐฯ และพันธมิตร

ครั้งนี้เราจึงได้เห็นสหรัฐฯ วางระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกครั้ง ตั้งแต่ส่ง THAAD และ Patriot ไปเมื่อช่วงต้นเดือน รวมทั้งเรือพิฆาตที่สามารถสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศ และเมื่อวันที่ 17 ก.พ. เครื่องบินรบของสหรัฐฯ อีกกว่า 50 ลำก็ทยอยเข้าตะวันออกกลางหรือฐานทัพของพันธมิตร
ระบบติดตามเที่ยวบินออนไลน์แสดงให้เห็นว่า เครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor, F-16 Fighting Falcon, และ F-35, เครื่องบินเรดาร์ E-3 Sentry และเครื่องบินสอดแนม U-2 Dragon Lady กำลังเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกหรือเพิ่งเดินทางมาถึงยุโรป เพื่อไปสมทบกับเครื่องบินรบอื่นๆ ที่ย้ายฐานมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงเครื่องบินรบโจมตีที่ประจำการอยู่ในจอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
เครื่องบินขับไล่ F-22 เป็นเครื่องบินขับไล่ทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของสหรัฐฯ และยังใช้ทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรูและโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินอื่นๆ ได้อีกด้วย ระหว่างปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เครื่องบินขับไล่ F-22 ได้ช่วยปกป้องเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2A Spirit ซึ่งมีเป้าหมายโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
จุดสังเกตุคือ 4 วันก่อนปฏิบัติการ Midnight Hammer เครื่องบินขับไล่ F-22 ได้บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในลักษณะเดียวกันและเข้าร่วมในภารกิจดังกล่าวด้วย
เว็บไซต์วิเคราะห์เทคโนโลยีทางการทหาร TWZ รายงานเมื่อวันที่ 17 ก.พ.ว่า เครื่องบิน F-16 อย่างน้อย 36 ลำกำลังเคลื่อนตัวไปตะวันออกกลางเช่นกัน โดยมีรายงานว่ารวมถึง 12 ลำจากฐานทัพอากาศอาวิอาโนในอิตาลี ฐานทัพอากาศชปังดาห์เลมในเยอรมนี และฐานทัพร่วมแม็คเอนไทร์ในเซาท์แคโรไลนา เช่นเดียวกับเครื่องบินรบ Raptor เครื่องบินเหล่านี้อาจถูกใช้ในการป้องกันทางอากาศสู่อากาศเพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธ หรือในการโจมตีภาคพื้นดิน
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินขับไล่ E-3 Sentry 2 ลำลงจอดที่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ในสหราชอาณาจักร เครื่องบินเหล่านี้มีเรดาร์และระบบสื่อสารขั้นสูง ที่สามารถติดตามภัยคุกคามจากอิหร่าน โดยเฉพาะโดรนและขีปนาวุธร่อน

เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35A Lightning II จำนวน 18 ลำ ออกเดินทางจากฐานทัพอากาศเลคเคนฮีธในสหราชอาณาจักร มุ่งหน้าไปยังเมืองมูวาฟฟัค ซัลติ ทางตอนกลางของจอร์แดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีและเครื่องบินประเภทอื่นๆ ของสหรัฐฯ เครื่องบินขับไล่ประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการ Midnight Hammer ในการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน และยังเป็นเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีกลุ่มแรกที่เข้าไปและกลุ่มสุดท้ายที่ออกมาด้วย
ก่อนหน้านี้ยังมีการเคลื่อนย้ายเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35A Lighting II, F-15E Strike Eagle, เครื่องบินรบอิเล็กทรอนิกส์ E/A-18G Growler และเครื่องบินอื่นๆ ที่ไปยังฐานทัพอากาศมูวาฟฟัค ซัลติ สมทบกับเครื่องบินทางยุทธวิธี รวมถึง Strike Eagle, Growler และเครื่องบินสนับสนุนการรบระยะใกล้ A-10 Thunderbolt II ที่ประจำการอยู่แล้ว และยังมีโดรน MQ-9 Reaper และเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ MC-130 และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่นั่นด้วย
หากทรัมป์ตัดสินใจโจมตีอิหร่าน การประจำการระบบป้องกันภัยทางอากาศเหล่านี้อาจทำให้สหรัฐฯ มีทางเลือกและอำนาจในการดำเนินการมากกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไรในท้ายที่สุด ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดในขณะนี้
Photo by SAUL LOEB / AFP




