“ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงขั้นวิกฤตเกินกว่าจะควบคุมเข้าให้แล้ว”
— นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ของฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ที่ผ่านมา
หากจะว่ากันตามตรง คำพูดของเลอกอร์นูนั้นอาจจะยังดูเบาไปด้วยซ้ำ เพราะหลังจากเหตุการณ์จลาจลที่แพร่กระจายไปทั่วในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินรวมถึงการลักขโมยคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์
ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปี ฝรั่งเศสยังเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 5 คน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรง มากเสียจนสถิติความถี่นี้ พุ่งแซงหน้าประเทศอิตาลี (ซึ่งในอดีตหลังสงครามโลกได้ชื่อว่าเป็นประเทศการเมืองปั่นป่วนที่สุดและเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยที่สุดในยุโรป)
นาทีนี้...กรีซและอิตาลียังต้องหลบไป เพราะเหล่านักวิเคราะห์ต่างตราหน้าฝรั่งเศสว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งยุโรปรายใหม่’ ไปเรียบร้อยแล้ว
ดินแดนน้ำหอมที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน กำลังถูกมรสุมรุมเร้ารอบด้านจนตกอยู่ในภาวะอัมพาตแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งจากเหตุจลาจลเดือดบนท้องถนน ภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ไร้ทิศทาง และวิกฤตเศรษฐกิจที่ทรุดหนัก อันเป็นผลพวงจากการทุ่มงบสวัสดิการที่สูงลิ่ว การขาดดุลคลังที่บานปลาย รวมถึงระเบิดเวลาหนี้สินที่จ่อปะทุ
ปัญหาก็คือ หนี้สินก้อนโตของฝรั่งเศสที่สะสมไว้กำลังจะถึงกำหนดต้องจ่ายคืนเร็วกว่าที่คิด เพราะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดอกเบี้ยกู้ยืมและราคาพลังงานดันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของฝรั่งเศสในรอบนี้ น่ากลัวมากจนอาจจะพังทลายและส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งยุโรปปั่นป่วนตามไปด้วย
แม้หนทางแก้ไขจะพอมีอยู่บ้างผ่านการปรับขึ้นภาษีควบคู่กับการตัดลดงบประมาณภาครัฐ แต่ก็เป็นทางเลือกอันตรายที่รัฐบาลไม่กล้าขยับ เพราะเสี่ยงจะจุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่ภาคประชาชนที่กำลังเดือดพล่านอยู่แล้วในขณะนี้ ทว่าในสภาพที่รัฐบาลแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะคิดแผนแก้ปัญหาอะไรออกมา ก็คงจะถูกสภาโหวตคว่ำอยู่ดี เพราะนักการเมืองตอนนี้แตกแยกกันรุนแรงมากจนไม่ยอมให้อะไรผ่านง่ายๆ
เหตุความรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ประท้วงราว 2,400 คน เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการชุมนุมนานหลายสัปดาห์ของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาฝรั่งเศส ที่ไม่พอใจต่อปัญหาสภาพโรงเรียนที่ทรุดโทรม การขาดแคลนบุคลากรครู และอนาคตการหางานที่ริบหรี่ โดยนับตั้งแต่การประท้วงเปิดฉากขึ้นในช่วงต้นภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง มีผู้ถูกจับกุมไปแล้วมากกว่า 6,000 คน และมีโรงเรียนได้รับความเสียหายกว่า 100 แห่ง
แต่สถานการณ์มีแนวโน้มจะบานปลายขึ้นอีก เนื่องจากมีกำหนดการชุมนุมระลอกใหม่ในสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายน กลุ่มสหภาพแรงงานต่าง ๆ ก็เตรียมพร้อมที่จะนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่เช่นกัน
มรสุมรอบด้านนี้กำลังบีบให้ฝรั่งเศสต้องก้าวเข้าสู่ ‘ฤดูหนาวแห่งความขุ่นเคืองร้าวฉาน’ (Winter of discontent) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะมีขึ้นในฤดูใบไม้ผลิหน้า ซึ่งผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า “มารีน เลอ เปน ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายขวาจัด กำลังมีคะแนนนิยมนำโด่งทิ้งห่างคู่แข่ง”
ฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง...รัฐบาลขาดเสถียรภาพ-ไร้ทิศทาง

ความไร้ทิศทางของรัฐบาลฝรั่งเศสยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น หลังจาก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ที่ผ่านมา โดยทำเพียงแค่กล่าวประณามความรุนแรง แต่กลับไม่มีการเสนอแผนรับมือวิกฤตหรือแสดงภาวะผู้นำในการควบคุมสถานการณ์แต่อย่างใด
ในทางกลับกัน มาครงกลับเลือกที่จะกล่าวโจมตีนักการเมืองฝ่ายค้านว่าฉวยโอกาสสร้างผลประโยชน์จากความโกลาหล ก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากฝรั่งเศสทันทีเพื่อปฏิบัติภารกิจเยือนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเป็นเวลา 3 วัน ทิ้งให้ฝรั่งเศสจมอยู่ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมืองโดยไร้ผู้ควบคุมสถานการณ์
ขณะเดียวกัน นายกฯ เลอกอร์นู ก็เลือกใช้กลยุทธ์สาดโคลนโยนความผิดเพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมเช่นกัน โดยชนวนเหตุปะทุขึ้นหลังจากที่ ฌ็อง-ลุก เมล็องชง ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากขั้วซ้ายจัด ได้ออกมาโจมตีรัฐบาลก่อนว่า “ที่ม็อบเผาเมืองกันปั่นป่วนขนาดนี้ ก็เพราะตำรวจของพวกคุณใช้ความรุนแรงคุมม็อบไม่เป็นเรื่องนั่นแหละ!”
ฝั่งเลอกอร์นูจึงสวนกลับอย่างเผ็ดร้อนทันทีว่า “คุณไม่มีสิทธิ์มาบอกให้ม็อบหยุดเผาเมืองหรอก ในเมื่อคุณยังคอยพูดเข้าข้างและหาข้อแก้ตัวให้พวกคนป่าเถื่อนเหล่านั้นอยู่เลย ที่บ้านเมืองพังแบบนี้...มันเป็นเพราะความรับผิดชอบทางการเมืองของตัวคุณเองต่างหาก!”
การเปิดศึกน้ำลายระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านในครั้งนี้ จึงยิ่งตอกย้ำว่าวิกฤตการณ์บนท้องถนนของฝรั่งเศสกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันทางการเมือง มากกว่าการมุ่งหาทางออกร่วมกันให้แก่ประเทศ
ขณะที่ เลอ เปน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคขวาจัดอย่าง ‘เนชันแนล แรลลี’ (National Rally) ก็พยายามดึงประเด็นเรื่องผู้อพยพเข้ามาโยงในการอภิปรายถกเถียงครั้งนี้ โดยเธอกล่าวโทษว่า “เหตุความรุนแรงทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มเยาวชนนอกลู่นอกทางจากย่านบองลิเยอ (Banlieues) ซึ่งเป็นเขตชุมชนเมืองที่ยากจนของฝรั่งเศส และเป็นแหล่งพำนักของประชากรกลุ่มผู้อพยพส่วนใหญ่ของประเทศ”
“เวลานี้ ประเทศของเรากำลังถูกบดขยี้อยู่ตรงกลางระหว่างความรุนแรงบนท้องถนนกับภาวะรัฐบาลที่ไร้น้ำยา” เลอ เปน กล่าวโจมตี พร้อมกับส่งสัญญาณว่า มีเพียงกำปั้นเหล็กอันเด็ดขาดของเธอเท่านั้นที่จะกอบกู้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาได้ ท่ามกลาง ‘ความวินาศสันตะโร’ ในยุคของมาครง
นักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า
“วิกฤตใหญ่ของฝรั่งเศสในตอนนี้มี ‘ต้นเหตุหลัก’ มาจากการเมืองที่แตกแยกจนรัฐสภาทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะในปี 2024 มาครงดันตัดสินใจพลาดไปประกาศยุบสภาล่วงหน้า แผนนั้นเลยย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ‘ปัญหาสภาอัมพาตแบบนี้มันไม่มีทางจบง่ายๆ แต่จะลากยาวต่อไปอีกนาน’”
ตอนนี้คนฝรั่งเศสไม่นิยมพรรคการเมืองสายกลาง (พรรคของมาครง) อีกต่อไปแล้ว แต่หันไปสนับสนุนพรรคขวาจัดและพรรคซ้ายจัดแทน เพราะพรรคสุดโต่งสองขั้วนี้ขยับเข้ามาใช้ประโยชน์จากความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อสภาพสังคม ในขณะเดียวกัน ฝั่งมาครงก็เปลี่ยนตัวนายกฯ บ่อยมากเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็ไม่สามารถผลักดันกฎหมายงบประมาณให้ผ่านสภาได้เลยสักคนเดียว
สมรภูมิการเมืองฝรั่งเศสกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดหักเหอันตราย “การที่พรรคขั้วสายกลางส่งผู้สมัครลงชิงชัยจำนวนมาก ทำให้คะแนนเสียงตัดกันเองและกระจัดกระจาย สถานการณ์ดังกล่าวเปิดทางให้ผู้ท้าชิงจากขั้วสุดโต่ง (ซ้ายจัดและขวาจัด) ผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบที่สองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยในฝรั่งเศส” โรเบิร์ต ซาเรตสกี ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสร่วมสมัยแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน เขียนอธิบายไว้ในบทความเชิงวิเคราะห์ของนิตยสาร ดิ แอตแลนติก (The Atlantic)
กับดักหนี้สินรุมเร้า...

วิกฤตครั้งนี้กำลังทำให้คนฝรั่งเศสแตกแยกและเกลียดชังกันเองหนักขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งนอกจากความรู้สึกช็อกและโมโหกับเหตุการณ์เผาเมืองปล้นสะดมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้คนทั่วทั้งประเทศยังตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคต และรู้สึกถอดใจหดหู่ใจจนคิดไปแล้วว่า ‘ไม่ว่าจะทำยังไงประเทศก็ไม่มีทางกลับมาดีเหมือนเดิมได้อีกแล้ว’
สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดจากสำนักโพล อิบซอส-บีวีเอ (Ipsos-BVA) ที่เผยตัวเลขชวนช็อกว่า
“ประชาชนสูงถึง 85% เชื่อว่าฝรั่งเศสกำลังดิ่งลงสู่ความเสื่อมถอย และอีก 98% ต่างสิ้นศรัทธาและไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันของประเทศ”
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลชุดต่อไปของฝรั่งเศส พวกเขาจะเหลือพื้นที่และแต้มต่อในการพลิกแพลงดำเนินนโยบายที่จำกัดจนแทบขยับทำอะไรไม่ได้เลย และต่อให้พวกเขาจะสามารถปะติดปะต่อจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพขึ้นมาได้สำเร็จก็ตาม
เศรษฐกิจของฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน กลุ่มเกษตรกรต้องบอบช้ำอย่างหนักจากสภาพอากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่แห้งแล้งและร้อนจัด ซ้ำเติมด้วยราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเงินเฟ้อ
แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักที่แข็งแกร่งของประเทศ ทว่าภาพวิดีโอเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนที่แพร่กระจายไปทั่วโลกในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มลังเลและถอดใจ
ฝั่งภาคธุรกิจของฝรั่งเศสเองต่างก็เริ่มระแวดระวังต่อภาวะรัฐบาลที่ไร้ทิศทางและขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ดิ่งลงราว 1% ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยขยับตัวสูงขึ้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใด “ปัญหาที่เป็นมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในเวลานี้...คือ ‘ภาระหนี้สิน’”
“ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่แบกรับภาระหนี้สาธารณะสูงที่สุดในยุโรป แถมน่ากลัวกว่าเดิมตรงที่ตอนนี้การเมืองฝรั่งเศสเกิดทางตัน สภาอัมพาตจนทำงานไม่ได้ เราเลยคาดการณ์ว่า ‘ระดับหนี้สินของประเทศจะยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อไป’” คณะนักวิจัยจาก อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) ระบุไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เหล่านักวิเคราะห์เผยว่า “ฝรั่งเศสจำเป็นต้องออกพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและระยะยาวในมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 แสนล้านยูโร (ราว 12.87 ล้านล้านบาท) ในปีหน้า โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฝรั่งเศสพุ่งทะยานขึ้นไปแตะที่ 119% ในไตรมาสที่สองของปีนี้ ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของกรอบเป้าหมายที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้”
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนเกิดความตื่นตระหนกและเทขายพันธบัตร จนดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของฝรั่งเศส ดีดตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 4.9% เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ที่ผ่านมา
อีกทั้งชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสในตลาดพันธบัตรยังถูกซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลงไปอีก จากแผนการของ เมล็องชง ที่เสนอให้ทำการแช่แข็ง หรือล้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสทั้งหมดที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสถือครองอยู่
“ความแตกแยกทางการเมืองอาจยังคงยืดเยื้อต่อไปแม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งปี 2027 ไปแล้วก็ตาม ซึ่งนั่นหมายความว่า รัฐบาลชุดต่อไปของฝรั่งเศสจะยังคงทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลาเพื่อปัดภาระปัญหาการคลังสาธารณะให้พ้นตัวไปวัน ๆ... สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งลากยาวบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนที่สูงลิ่วในปัจจุบัน ซึ่งจะคอยกดทับความเชื่อมั่นและความต้องการบริโภคภายในประเทศให้ดิ่งลง”
— คณะนักวิจัยจาก Oxford Economics ระบุ
ครั้งหนึ่ง บุรุษผู้เป็นที่เคารพรักสูงสุดของชาวฝรั่งเศสอย่าง นายพล ชาร์ล เดอ โกล เคยประกาศก้องเอาไว้ว่า “ฝรั่งเศสไม่อาจเป็นฝรั่งเศสได้ หากปราศจากความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ซึ่งตัว เดอ โกล นั้น มีความทะยานอันแรงกล้าต่อบทบาทและความเป็นเอกราชของประเทศบนเวทีโลก”
ทว่าในความจริงอันโหดร้าย แม้แต่ เดอ โกล เองก็เคยยอมรับกับคนสนิทว่า “ความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสที่เขาพยายามประคับประคองนั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา” และเตือนว่าหลังจากหมดยุคของเขาไปแล้ว ประเทศก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกลับคืนสู่จุดตกต่ำดั่งเดิม
ท้ายที่สุด เดอ โกล ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งในปี 1969 หลังจากเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในปี 1968 ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่นักวิเคราะห์หลายคนในปัจจุบัน กำลังนำมาเปรียบเทียบกับความช็อกที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในนาทีนี้อย่างน่าขนลุก
เมื่อครั้งที่ มาครง ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ ๆ เขาเคยถูกมองว่าเป็น ‘ยาถอนพิษ’ ชั้นดี ที่จะเข้ามาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่ชาวฝรั่งเศสเรียกกันว่า ‘ลัทธิเดกลินิสม์’ (Déclinisme) หรือลัทธิสิ้นหวังในความเสื่อมถอยของชาติ (ซึ่งคำนี้ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมลาคูสของฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2016)
“เขา (มาครง) เก่งในการส่งมอบสารที่สร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยพลังบวกอย่างยิ่ง ชนิดที่สร้างความหวังให้แก่อนาคตได้อย่างเต็มเปี่ยม และเขายังพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า มันยังมีภาพของฝรั่งเศสในอีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป”
— นักวิจารณ์รายหนึ่งเคยเขียนชื่นชมเอาไว้
ทว่าในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา ภาพฝันเหล่านั้นกลับมลายหายสิ้นไป เมื่อผลสำรวจจากหลายสำนักโพลชี้ตรงกันว่า “คะแนนนิยมของมาครงดิ่งหัวลงมาวนเวียนอยู่เพียงแค่ 15-17% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ลัทธิเดกลินิสม์ก็ยังคงเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูจากปากของกลุ่มประชาชนผู้ซึ่งกำลังเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จากรัฐบาลที่กำลังตกที่นั่งลำบากและมีทรัพยากรน้อยลงทุกที”
บิลหนี้ที่ต้องชดใช้ : เมื่อรัฐสวัสดิการยุโรปถึงทางตัน

อันที่จริง วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะระบบรัฐสวัสดิการของยุโรปดำเนินอยู่บนโครงสร้างที่ใช้เงินเกินตัวมานานหลายทศวรรษ ซึ่งเหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างเคยเตือนไว้หลายปีแล้วว่า “ท้ายที่สุด รัฐบาลจะต้องกลับมาชดใช้หนี้สินก้อนโตที่กู้มาพยุงสวัสดิการเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทว่าสถานการณ์ในเวลานี้กลับยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากสงครามในอิหร่านได้เข้ามาซ้ำเติมวิกฤตทางการคลังของกลุ่มประเทศตะวันตกให้ย่ำแย่กว่าเดิม
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ประเทศร่ำรวยกลุ่ม G7 แบกหนี้กันสูงมากจนต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืมพุ่งสูงที่สุดในรอบ 20 ปี และภายในไม่กี่ปีนี้ หนี้ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เหล่านั้นจะสะสมจนแซงหน้ามูลค่าเศรษฐกิจรวมทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2”
อีกทั้งฝรั่งเศสยังเป็นตัวจุดชนวนระเบิดเวลาลูกนี้ หลังแบกหนี้สาธารณะอ่วมถึง 119% ของ GDP ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานยุโรปไปแล้วถึงสองเท่า ซ้ำร้ายยังมีตัวเลขการขาดดุลงบประมาณประจำปีสูงลิ่วถึง 5.4% ของ GDP
“เวลานี้ทั่วทั้งยุโรปกำลังตกอยู่ภายใต้ความขวัญผวาต่อความผันผวนของตลาดพันธบัตรกันมาก เพราะเห็นแล้วว่ารัฐบาลกู้เงินยากขึ้น แถมยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงหูฉี่ ปัญหานี้มันบานปลายจนถึงจุดที่รัฐบาลจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้อีกแล้ว เพราะขืนยังปล่อยปละละเลยไม่รีบแก้ไข ประเทศจะก้าวเข้าสู่ภาวะหายนะพังพินาศอย่างแน่นอน”
— ปีเตอร์ เทย์เลอร์-กูบี ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเคนต์ กล่าวเตือน
(Photo by THIBAUD MORITZ / AFP)





