อิตาลี-ฝรั่งเศสส่งทหารคุมม็อบปราบจลาจล เตรียมยกระดับความปลอดภัย รับมือประท้วงระลอกใหม่

21 ต.ค. 2569 - 12:02

  • รัฐบาลอิตาลีอนุมัติมาตรการความปลอดภัยชุดใหญ่เมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้เหตุประท้วงราคาน้ำมันจนบานปลายกลายเป็นการจลาจลและการปล้นสะดมทางตอนเหนือของประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์

  • มาตรการใหม่ประกอบด้วยการกำหนดฐานความผิดทางอาญาเพิ่มในข้อหา ‘เข้าร่วมการชุมนุมอย่างรุนแรง’ และการออกกฎหมายบังคับให้พ่อแม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทางการเงินทั้งหมด หากบุตรหลานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพย์สิน

  • ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับความผิดพลาดในการรับมือเหตุความรุนแรงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมประกาศว่า “จะระดมกำลังทหารเข้ามาเสริมทัพตำรวจ เพื่อเปิดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ รับมือการประท้วงระลอกใหม่ในวันเสาร์ (24 ต.ค.)”

อิตาลี-ฝรั่งเศสส่งทหารคุมม็อบปราบจลาจล เตรียมยกระดับความปลอดภัย รับมือประท้วงระลอกใหม่

รัฐบาลอิตาลีอนุมัติมาตรการความปลอดภัยชุดใหญ่เมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้เหตุประท้วงราคาน้ำมันจนบานปลายกลายเป็นการจลาจลและการปล้นสะดมทางตอนเหนือของประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะในเมืองมิลาน ซึ่งมีกลุ่มเยาวชนออกมาก่อความวุ่นวาย ทุบทำลายร้านค้า ปล้นสะดม และโจมตีตำรวจอย่างรุนแรง 

มาตรการใหม่ประกอบด้วยการกำหนดฐานความผิดทางอาญาเพิ่มในข้อหา ‘เข้าร่วมการชุมนุมอย่างรุนแรง’ การเพิ่มโทษหนักแก่ผู้ก่อจลาจล และการออกกฎหมายบังคับให้พ่อแม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทางการเงินทั้งหมด หากบุตรหลานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน 

จากนั้นในช่วงบ่ายและเย็นของวันอังคาร (20 ต.ค.) รัฐบาลอิตาลีก็ยกระดับความเข้มงวดขึ้นอีกขั้น ด้วยการประกาศเตรียมส่งกองกำลังทหารจำนวน 500 นาย เข้าตรึงกำลังและควบคุมสถานการณ์ในเมืองมิลานทันที เพื่อบังคับใช้กฎหมายใหม่และเตรียมพร้อมรับมือกับการนัดรวมตัวประท้วงระลอกใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ (24 ต.ค.) ที่จะถึงนี้ 

“การทุบทำลายข้าวของและการลักทรัพย์ไม่ใช่การประท้วง และไม่ได้มีความเป็นปฏิวัติเลยแม้แต่น้อย แต่มันคืออาชญากรรม”

— นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 

กฎหมายชุดนี้มีผลบังคับใช้ในทันที โดยกำหนดว่า “ผู้ใดก็ตามที่เข้าร่วมกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะระหว่างการประท้วง จะต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 20,000 ยูโร (ราว 7.5 แสนบาท)” 

นอกจากนี้ โทษทัณฑ์จะเพิ่มสูงขึ้นอีกหากมีการอำพรางใบหน้า หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นโดยทันที และในกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย อีกทั้งตำรวจยังได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นในการควบคุมตัวเยาวชนอายุ 14-17 ปีได้ทันทีหากมีหลักฐานว่าเป็นภัย แม้จะยังไม่ได้ลงมือก่ออาชญากรรมก็ตาม ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตอำนาจที่แต่เดิมใช้เฉพาะกับผู้ใหญ่เท่านั้น 

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมอิตาลีก็แถลงว่า “เพื่อรับมือกับการประท้วงระลอกใหม่ในวันเสาร์ (24 ต.ค.) นี้และป้องกันความไม่สงบในระยะยาว รัฐบาลจึงตัดสินใจส่งกองกำลังทหาร 500 นายเข้าตรึงกำลังร่วมกับตำรวจในเมืองมิลานยาวไปจนถึงสิ้นปี 2026 โดยทหารจะเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยตามสถานที่สำคัญ ยกระดับการลาดตระเวนในจุดเสี่ยง และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่อย่างทั่วถึง” 

รัฐบาลฝรั่งเศสก็ประกาศระดมกำลังทหารรับมือการประท้วงระลอกใหม่... 

(Photo by MATTHIEU RONDEL / AFP)
(Photo by MATTHIEU RONDEL / AFP)

รัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับความผิดพลาดในการรับมือเหตุความรุนแรงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมประกาศเมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ว่า “จะระดมกำลังทหารเข้ามาเสริมทัพตำรวจ เพื่อเปิดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ รับมือการประท้วงระลอกใหม่ในวันเสาร์ (24 ต.ค.) นี้”

นายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นู ย้ำว่า “ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการเร่งฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยกลับคืนมา หลังจากเหตุจลาจลและการปล้นสะดมได้แพร่กระจายไปทั่วกรุงปารีส เมืองมาร์เซย เมืองลียง และอีกหลายเมืองใหญ่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา...การวางกำลังเจ้าหน้าที่ในวันเสาร์นี้จะเป็นไปอย่าง ‘มหาศาล’” 

ระหว่างการอภิปรายในรัฐสภาที่บรรยากาศเป็นไปอย่างดุเดือด รัฐมนตรีมหาดไทย โลคองต์ นูเญซ แถลงว่า “รัฐบาลจะส่งทหารเข้าหนุนกำลังตำรวจ และจะยกเครื่องกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด” หลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ปล่อยให้พื้นที่ใจกลางเมืองต่าง ๆ ไร้การป้องกันจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง 

“วิกฤตครั้งนี้คือทางเลือกระหว่าง ‘ความรุนแรงหรือระบอบสาธารณรัฐ’...กลุ่มซ้ายจัดคือผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวาย”

— นายกรัฐมนตรีเลอกอร์นูระบุ

ขณะที่ฝั่งผู้ประท้วงโต้กลับว่า “รัฐบาลประเมินความโกรธแค้นของประชาชนต่ำเกินไป ในประเด็นปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูงและสวัสดิการรัฐที่ย่ำแย่ลง” 

เหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่ตำรวจควบคุมไม่ได้ สร้างความตื่นตระหนกให้คนทั้งประเทศ และยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองทวีความร้อนแรงขึ้น เพราะฝรั่งเศสกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในปีหน้า ซึ่งความล้มเหลวของรัฐบาลในครั้งนี้ ยิ่งส่งผลให้ผู้สมัครจากพรรคขวาจัดและซ้ายจัดมีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในโพลสำรวจ 

การประท้วงในประเทศยุโรปอื่น ๆ รวมถึงอิตาลีและแอลเบเนีย ยิ่งเพิ่มความกังวลว่า “ความโกรธแค้นต่อค่าครองชีพและมาตรฐานความเป็นอยู่ อาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส กำลังเผชิญกับวิกฤตและปัญหาด้านงบประมาณอย่างหนัก” 

หลังจากรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวเฉพาะจุดในหลายพื้นที่ สถานการณ์ในคืนวันจันทร์ (19 ต.ค.) ก็เริ่มกลับมาสงบเรียบร้อยขึ้น ซึ่งรัฐบาลระบุว่า “มาตรการนี้ช่วยให้ควบคุมพื้นที่ได้อีกครั้ง ส่งผลให้ทางตำรวจประกาศขยายเวลาบังคับใช้เคอร์ฟิวต่อเนื่องไปจนถึงคืนวันอังคาร (20 ต.ค.) โดยบางพื้นที่มีการเจาะจงห้ามเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีออกจากเคหสถานด้วย” 

(Photo by Marco BERTORELLO / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์