ทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เมื่อรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชนการลงถนนจึงเป็นทางออก

18 ต.ค. 2569 - 16:33

  • การประท้วงของนักเรียนมัธยมปลายในฝรั่งเศสเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาลุกลามบานปลายกลายเป็นจลาจลทั้งเผาและปล้นสะดม เมื่อประชาชนไม่พอใจปัญหาค่าครองชีพพุ่ง

  • การชุมประท้วงของนักศึกษาที่ว่านี้ได้จุดประกายการต่อต้านของประชาชนที่มีมานานหลายศตวรรษขึ้นมาอีกครั้ง

  • สัญลักษณ์ของเหตุการณ์จลาจลนองเลือดในปี 1789 ถูกนำมาใช้ในขบวนการประท้วงต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เมื่อรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชนการลงถนนจึงเป็นทางออก

Do you hear the people sing? คุณได้ยินเสียงประชาชนร่ำร้องไหม

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้ประท้วงหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย ร่วมกันร้องเพลงชาติที่จัตุรัสปลัสเดอลาบัสตีย์ อันเป็นสถานที่ที่ฝูงชนเคยบุกโจมตีคุกหลวงเมื่อปี 1789 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส จนล่าสุดนี้การประท้วงลุกลามบานปลายกลายเป็นจลาจลทั้งเผาและปล้นสะดม เมื่อประชาชนไม่พอใจปัญหาค่าครองชีพพุ่ง

การชุมประท้วงของนักศึกษาที่ว่านี้ได้จุดประกายการต่อต้านของประชาชนที่มีมานานหลายศตวรรษขึ้นมาอีกครั้ง

การประท้วงฝังรากลึกในชีวิตทางการเมืองของฝรั่งเศสจนกระทั่งท้องถนนถูกมองว่า เป็นฝ่ายที่ 4 ของรัฐบาล เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการไม่ตอบสนอง

— เดวิด เอ. เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน

ฝรั่งเศสยุคใหม่ถือกำเนิดขึ้นจากเหตุการณ์จลาจลนองเลือดในปี 1789 ซึ่งสัญลักษณ์ของเหตุการณ์นั้นถูกนำมาใช้ในขบวนการต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ ตั้งแต่การจลาจลบนท้องถนนตลอดศตวรรษที่ 19 รวมถึงการจลาจลช่วงสั้นๆ ในปี 1832 ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับละครเพลงเรื่อง “Les Misérables” ไปจนถึงการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองที่เริ่มต้นในปี 2018 โดยประเพณีนี้ยังคงเฟื่องฟูมาจนถึงปัจจุบัน

ฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่โดดเด่นเฉพาะตัว หากเปรียบเทียบกับธรรมเนียมแบบแองโกล-อเมริกัน ซึ่งมองว่า รัฐเป็นสิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามาและคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคล ในฝรั่งเศสกลับมีธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนานที่มองว่า รัฐคือตัวแทนของประชาชน ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง

— จูเลียน บวร์ก ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากวิทยาลัยบอสตัน

เบลล์บอกว่า ที่สำคัญคือ การประท้วงเป็นเรื่องปกติเพราะเชื่อกันว่าได้ผล การประท้วงในทศวรรษ 1930 นำไปสู่การคุ้มครองแรงงานที่ยังคงได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวดจนถึงทุกวันนี้ และผู้นำฝรั่งเศสได้ยอมประนีประนอมบ้างในการประท้วงครั้งล่าสุด แม้ว่าผู้สนับสนุนบางคนจะมองว่าเป็นการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” ก็ตาม

มีบางแง่มุมที่ทำให้การประท้วงเหล่านี้แตกต่างออกไป บวร์กบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวต่างๆ ลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ซึ่งต่างจากการลุกฮือในยุคก่อนหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะขยายวงกว้างออกไปจากกรุงปารีส

บมความเรื่อง Why do the French protest so much? You asked Google – here’s the answer (เหตุใดชาวฝรั่งเศสจึงประท้วงกันบ่อย คุณถามกูเกิล และนี่คือคำตอบ) ของ The Guardian ระบุว่า ชาวฝรั่งเศสออกมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อแสดงความโกรธเกรี้ยว เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่พวกเขารู้ว่าจะทำให้เสียงของตนได้รับการรับฟัง บางครั้งพวกเขาก็เป็นฝ่ายชนะ และเมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็นับเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกถึงอำนาจและรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องแล้ว

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ก็มีร่องรอยจากอดีตที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและเป็นบทเรียนได้ ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ประท้วงบางส่วนในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสยุคใหม่ ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจบริบทของการเคลื่อนไหวของนักเรียนในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

ชนชั้นแรงงาน (working classes 1936)

ปี 1936 การประท้วงเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ “ลากอมมูน” (La Commune) มีผู้เข้าร่วมมากถึง 600,000 คน ซึ่งก่อให้เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ทั่วประเทศ การประท้วงดังกล่าวขยายวงกว้างจนรัฐบาลต้องรีบตอบรับข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน โดยมีการลงนามในสิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงมาติญง” (Matignon agreements) นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของชนชั้นแรงงาน โดยมีการปรับขึ้นค่าจ้างให้กับแรงงานทุกกลุ่ม และแรงงานได้รับสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานอย่างชัดเจน

ต่อมามีการปรับลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์จาก 48 ชั่วโมงเหลือ 40 ชั่วโมง พร้อมทั้งตรากฎหมายให้แรงงานมีสิทธิลาหยุดโดยได้รับค่าจ้างเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “congés payés” ซึ่งมักเป็นประเด็นที่ประเทศอื่นๆ ที่แรงงานมีวันหยุดน้อยกว่านำมาล้อเลียนฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง)

ในสายตาของผู้คนจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การประท้วงสามารถนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวชาวฝรั่งเศสทั่วไปให้ดีขึ้นได้

ผู้ประท้วงบางส่วนนั่งอยู่บนพื้นบริเวณจัตุรัสปลัสดูแกปิโตเลในเมืองตูลูส วันที่ 11 หรือ 12 มิถุนายน 1968 Photo by Wikipedia / André Cros / the Town Council of the City of Toulouse
ผู้ประท้วงบางส่วนนั่งอยู่บนพื้นบริเวณจัตุรัสปลัสดูแกปิโตเลในเมืองตูลูส วันที่ 11 หรือ 12 มิถุนายน 1968 Photo by Wikipedia / André Cros / the Town Council of the City of Toulouse

นักศึกษา 1968 (The Students1968)

หากปราศจากการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วฝรั่งเศสในปี 1968 ซึ่งเปลี่ยนแปลงประเทศไปอย่างสิ้นเชิง เราก็ไม่สามารถเข้าใจการประท้วงในศตวรรษที่ 21ได้

ป้ายผ้าที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งเขียนไว้ว่า “เราคือผู้สืบทอดของเดือนพฤษภาคม ปี 1968” ในปีนั้น การประท้วงที่นำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยกระตุ้นให้คนงานหลายล้านคนหยุดงานประท้วงและเกือบโค่นล้มรัฐบาล สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ

บวร์กเตือนว่า การประท้วงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเน้นไปที่ประเด็นเฉพาะเจาะจงมากกว่า และไม่ได้มีพลังทางอุดมการณ์มากเท่ากับการประท้วงที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ซึ่งเริ่มต้นจากกระแสการเมืองหัวรุนแรงต่อต้านสถาบัน

“อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวประท้วงครั้งใหญ่แต่ละครั้งในฝรั่งเศสก็ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มอาจนำไปสู่การประท้วงในวงกว้างและวิกฤตทางการเมืองที่ใหญ่ขึ้น” บวร์กเผย “นั่นคือเสียงสะท้อนของปี 1968”

ครู ผู้ปกครอง นักศึกษามหาวิทยาลัย และผู้นำสหภาพแรงงานต่างให้การสนับสนุนนักเรียนที่ประท้วงเรียกร้องสภาพการเรียนการสอนที่ดีขึ้นและครูเพิ่มขึ้นในโรงเรียนมัธยม

ชานเมือง 2005 (The Suburbs 2005)

ฝรั่งเศสเผชิญกับความวุ่นวายต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ในชานเมืองและเมืองต่างๆ หลายร้อยแห่งในปี 2005 หลังจากวัยรุ่น 2 คน คือ ซีเยด เบนนา และ บูนา ทาโอเฮ ถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตขณะหลบซ่อนตัวจากตำรวจในสถานีไฟฟ้า

การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่สะสมมานานเกี่ยวกับปัญหาการว่างงานของเยาวชนและการกล่าวหาเรื่องความโหดร้ายของตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้มีรายได้น้อยและคนผิวสีในชานเมืองที่มีอาคารสูงของปารีสและเมืองอื่นๆ

ความตึงเครียดเหล่านั้นหลายอย่างยังคงไม่ได้รับการแก้ไข การที่ตำรวจสังหารเด็กชายวัยรุ่นในปี 2023 ก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ หลังจากนั้นมีเยาวชนหลายพันคนถูกจับกุม

แม้ว่าการประท้วงในปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปการศึกษา แต่ความโกรธแค้นส่วนใหญ่เกิดจากความรู้สึกที่ฝังแน่นในหมู่คนหนุ่มสาวว่า ผู้นำทางการเมืองไม่ได้ให้ความสำคัญกับอนาคตของพวกเขามากพอ

ผู้ประท้วงสวมเสื้อกั๊กสีเหลืองโบกธงชาติฝรั่งเศสระหว่างการประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่สูงขึ้นบนถนนช็องเซลีเซในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2018 Photo by Valery HACHE / AFP
ผู้ประท้วงสวมเสื้อกั๊กสีเหลืองโบกธงชาติฝรั่งเศสระหว่างการประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่สูงขึ้นบนถนนช็องเซลีเซในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2018 Photo by Valery HACHE / AFP

เสื้อกั๊กเหลือง (The Yellow Vests (2018-20)

ปี 2018 การประท้วง “เสื้อกั๊กเหลือง” ซึ่งเกิดขึ้นจากการขึ้นภาษีน้ำมันและตั้งชื่อตามเสื้อกั๊กนิรภัยที่ผู้ประท้วงสวมใส่ริมถนน ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อมาตรฐานการครองชีพที่ลดลง

การประท้วงปะทุขึ้นในช่วงปลายปี 2018 และดำเนินต่อไปเป็นระยะๆ จนถึงปี 2020 ผู้ประท้วงบุกเข้าไปในอาคารของรัฐบาล ตำรวจยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตา และมีผู้เสียชีวิตหลายคนจากอุบัติเหตุทางจราจรที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

บวร์กบอกว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองที่ชัดเจนสำหรับกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง แม้ว่าขบวนการประชานิยมแบบกระจายอำนาจนี้จะมุ่งเป้าความโกรธไปที่นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งวาระสุดท้ายของเขาจะสิ้นสุดลงต้นปีหน้า ส่วนเบลล์บอกว่า ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเดียว แต่พัฒนาไปเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการรัดเข็มขัดที่กว้างขึ้น เช่นเดียวกับการประท้วงในปัจจุบัน

กลุ่มแรงงานสูงวัย (The Older Workers 2023)

ปี 2023 ประธานาธิบดีมาครงสร้างกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรง เมื่อเขาเสนอให้ขยายอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปี เป็น 64 ปี

กระแสคัดค้านที่ตามมาส่งผลให้ผู้คนกว่าล้านคนออกมาเดินขบวนบนท้องถนน โดยกลุ่มแรงงานจากหลากหลายภาคส่วนและจากทุกแนวคิดทางการเมืองต่างออกมารวมตัวประท้วงข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการแก้ไขวิกฤตงบประมาณ

มาครงใช้กระบวนการพิเศษที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในการผลักดันให้การปรับเปลี่ยนอายุเกษียณนี้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยไม่ต้องผ่านการลงมติจากรัฐสภา ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำที่มีลักษณะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ

เมื่อปีที่แล้ว หลังจากเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอกอร์นู สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งประเทศ ด้วยการเสนอให้ชะลอการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวออกไปจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปในปี 2027

ยังไม่ชัดเจนว่าการประท้วงครั้งล่าสุดนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตของการประท้วงในฝรั่งเศส แต่ความโกรธแค้นและความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางมาตรการรัดเข็มขัดอย่างต่อเนื่อง อาจจุดชนวนความไม่พอใจในวงกว้างและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

Photo by CHRISTOPHE ARCHAMBAULT / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์