เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกการบุกโจมตีที่นำไปสู่การควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ว่าเป็นการปรับปรุงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine)
“หลักการมอนโรเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราได้ก้าวข้ามมันไปแล้วมาก มากจริงๆ ตอนนี้พวกเขาเรียกมันว่าเอกสารดอนโร” ทรัมป์กล่าว โดยนำอักษรตัวแรกของชื่อตัวเองมาผสมอยู่ในชื่อหลักการนี้ “อำนาจเหนือกว่าของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”
หลักการมอนโรคืออะไร
หลักการมอนโรสนับสนุนการแบ่งโลกออกเป็นเขตอิทธิพลที่อยู่ภายใต้การดูแลของมหาอำนาจต่างๆ
เจมส์มอนโร ประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสหรัฐฯ กล่าวถึงหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1823 ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีครั้งที่ 7 ต่อรัฐสภา โดยส่งสัญญาณเตือนมหาอำนาจยุโรปไม่ให้แทรกแซงกิจการของทวีปอเมริกา โดยเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ในลักษณะนั้นจะถูกมองว่าเป็นการโจมตีสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีมอนโรย้ำว่า กิจการของซีกโลกตะวันตกและยุโรปควรแยกจากกันและไม่ควรมีอิทธิพลต่อกันและกัน
และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ประธานาธิบดีมอนโรรับปากว่า สหรัฐฯ จะยอมรับและจะไม่แทรกแซงอาณานิคมของยุโรปที่มีอยู่ หรือกิจการภายในของประเทศในยุโรป
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมอนโรประกาศว่า อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้จะไม่ตกอยู่ภายใต้การล่าอาณานิคมในอนาคตโดยมหาอำนาจยุโรปใดๆ อีกต่อไป
ในขณะนั้น ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศเพิ่งได้รับเอกราชจากจักรวรรดิยุโรป ประธานาธิบดีมอนโรต้องการทั้งป้องกันไม่ให้ยุโรปกลับมาควบคุมละตินอเมริกาอีกครั้ง และเพื่อยืนยันอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกนี้
ในหลายแง่มุม หลักการมอนโรสนับสนุนให้รักษาสถานะเดิมในทวีปอเมริกา แต่ก็กำหนดให้ยุโรปถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ด้วย

ในปี 1904 ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้เพิ่มหลักการเสริมของรูสเวลต์ (Roosevelt Corollary) เข้าไปในหลักการมอนโร โดยยืนยันสิทธิของสหรัฐฯ ในการแทรกแซงประเทศในละตินอเมริกาเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหนี้สินหรือความไม่มั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพและปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก
ในปีนั้น เมื่อเจ้าหนี้ชาวยุโรปข่มขู่ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศ รูสเวลต์ได้กล่าวถึงสิทธิและความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในการเข้าไปมีส่วนร่วมตามหลักการดังกล่าว
หลักการเสริมของรูสเวลต์ (Roosevelt Corollary) ถูกกำหนดขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาปี 1902-1903 เมื่อเวเนซุเอลาปฏิเสธการชำระหนี้ต่างประเทศ
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา หลักการมอนโรที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เฮติ และนิการากัว
ในทศวรรษ 1980 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “จักรวรรดินิยม” ในนิการากัว เรแกนให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทราฝ่ายขวาต่อต้านรัฐบาลซานดินิสตาฝ่ายซ้าย และทำให้สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวการค้าอาวุธอิหร่าน-คอนทรา เรแกนยังให้การสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมโหดร้ายในเอลซัลวาดอร์และกัวเตมาลา
ส่วนคิวบาก็อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ มานานแล้วนับตั้งแต่การปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการพยายามก่อรัฐประหารต่อต้าน ฮูโก ชาเวซ ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้ามาดูโร ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2013
Photo by JUNI KRISWANTO / AFP



