‘หลักการมอนโร’ ที่ทรัมป์หวังใช้สกัดอิทธิพลจีน-รัสเซียจากเวเนซุเอลาคืออะไร

6 ม.ค. 2569 - 04:30

  •   เจมส์ มอนโร ประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสหรัฐฯ กล่าวถึงหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1823 ปี 1904

  • ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้เพิ่มหลักการเสริมของรูสเวลต์ (Roosevelt Corollary) เข้าไปในหลักการมอนโร ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา

  • หลักการมอนโรที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เฮติ และนิการากัว

‘หลักการมอนโร’ ที่ทรัมป์หวังใช้สกัดอิทธิพลจีน-รัสเซียจากเวเนซุเอลาคืออะไร

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกการบุกโจมตีที่นำไปสู่การควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ว่าเป็นการปรับปรุงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine)

“หลักการมอนโรเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราได้ก้าวข้ามมันไปแล้วมาก มากจริงๆ ตอนนี้พวกเขาเรียกมันว่าเอกสารดอนโร” ทรัมป์กล่าว โดยนำอักษรตัวแรกของชื่อตัวเองมาผสมอยู่ในชื่อหลักการนี้ “อำนาจเหนือกว่าของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”

หลักการมอนโรคืออะไร

หลักการมอนโรสนับสนุนการแบ่งโลกออกเป็นเขตอิทธิพลที่อยู่ภายใต้การดูแลของมหาอำนาจต่างๆ

เจมส์มอนโร ประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสหรัฐฯ กล่าวถึงหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1823 ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีครั้งที่ 7 ต่อรัฐสภา โดยส่งสัญญาณเตือนมหาอำนาจยุโรปไม่ให้แทรกแซงกิจการของทวีปอเมริกา โดยเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ในลักษณะนั้นจะถูกมองว่าเป็นการโจมตีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีมอนโรย้ำว่า กิจการของซีกโลกตะวันตกและยุโรปควรแยกจากกันและไม่ควรมีอิทธิพลต่อกันและกัน

และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ประธานาธิบดีมอนโรรับปากว่า สหรัฐฯ จะยอมรับและจะไม่แทรกแซงอาณานิคมของยุโรปที่มีอยู่ หรือกิจการภายในของประเทศในยุโรป

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมอนโรประกาศว่า อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้จะไม่ตกอยู่ภายใต้การล่าอาณานิคมในอนาคตโดยมหาอำนาจยุโรปใดๆ อีกต่อไป

ในขณะนั้น ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศเพิ่งได้รับเอกราชจากจักรวรรดิยุโรป ประธานาธิบดีมอนโรต้องการทั้งป้องกันไม่ให้ยุโรปกลับมาควบคุมละตินอเมริกาอีกครั้ง และเพื่อยืนยันอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกนี้

ในหลายแง่มุม หลักการมอนโรสนับสนุนให้รักษาสถานะเดิมในทวีปอเมริกา แต่ก็กำหนดให้ยุโรปถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ด้วย

สารจากประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ในการเปิดการประชุมสมัยแรกของรัฐสภาชุดที่ 18 (หลักการมอนโร) 12/02/1823 Photo by National Archives
สารจากประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ในการเปิดการประชุมสมัยแรกของรัฐสภาชุดที่ 18 (หลักการมอนโร) 12/02/1823 Photo by National Archives

ในปี 1904 ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้เพิ่มหลักการเสริมของรูสเวลต์ (Roosevelt Corollary) เข้าไปในหลักการมอนโร โดยยืนยันสิทธิของสหรัฐฯ ในการแทรกแซงประเทศในละตินอเมริกาเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหนี้สินหรือความไม่มั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพและปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก

ในปีนั้น เมื่อเจ้าหนี้ชาวยุโรปข่มขู่ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศ รูสเวลต์ได้กล่าวถึงสิทธิและความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในการเข้าไปมีส่วนร่วมตามหลักการดังกล่าว

หลักการเสริมของรูสเวลต์ (Roosevelt Corollary) ถูกกำหนดขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาปี 1902-1903 เมื่อเวเนซุเอลาปฏิเสธการชำระหนี้ต่างประเทศ

ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา หลักการมอนโรที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เฮติ และนิการากัว

ในทศวรรษ 1980 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “จักรวรรดินิยม” ในนิการากัว เรแกนให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทราฝ่ายขวาต่อต้านรัฐบาลซานดินิสตาฝ่ายซ้าย และทำให้สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวการค้าอาวุธอิหร่าน-คอนทรา เรแกนยังให้การสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมโหดร้ายในเอลซัลวาดอร์และกัวเตมาลา

ส่วนคิวบาก็อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ มานานแล้วนับตั้งแต่การปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการพยายามก่อรัฐประหารต่อต้าน ฮูโก ชาเวซ ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้ามาดูโร ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2013

Photo by JUNI KRISWANTO / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์