ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความตะลึงไปทั่วโลกหลังหลังปฏิบัติการทางอากาศถล่มกรุงการากัส ก่อนจะส่งกองกำลังบุกจับตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และซิเลีย ฟรอเรส ภริยา แล้วพาตัวไปสหรัฐฯ แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายนัก เพราะทรัมป์หมายหัวมาดูโรมานานแล้ว
ทรัมป์ประกาศมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงปี 2024 แล้วว่า หากได้เป็นผู้นำอีกครั้งจะกวาดล้างยาเสพติดที่ลักลอบเข้าสหรัฐฯ ให้สิ้นซาก โดยเฉพาะเฟนทานิลที่สร้างวิกฤตครั้งใหญ่ และให้คำมั่นว่าจะจัดการขบวนการค้ายาเสพติดจากต่างแดน
หลังกลับมารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ประกาศสงครามยาเสพติดและดำเนินนโยบายกดดันสูงสุดต่อระบอบการปกครองของเวเนซุเอลา โดยกล่าวหาว่ามาดูโรเป็นหนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของโลก และตั้งค่าหัวมาดูโร 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังประกาศด้วยว่า สหรัฐฯ ไม่ยอมรับมาดูโรในฐานะผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายของเวเนซุเอลา
เดือนมีนาคม ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศกำหนดให้กลุ่มอาชญากรชาวเวเนซุเอลาชื่อ Tren de Aragua เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ การกำหนดสถานะดังกล่าวกล่าวหาว่ากลุ่มนี้แทรกซึมเข้ามาในสหรัฐอเมริกาและก่อ “สงครามแบบไม่เป็นทางการ” ต่อชุมชนชาวอเมริกัน ทรัมป์ยังกล่าวหาว่ามาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊ง Tren de Aragua และ Cartel de los Soles และใช้การค้ายาเสพติดเป็นอาวุธทำให้สหรัฐฯ เต็มไปด้วยยาเสพติดผิดกฎหมาย
มาดูโรยืนกรานว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพราะสหรัฐฯ เองต่างหากที่พยายามหาข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพราะอยากยึดน้ำมันและแร่ธาตุที่มีมหาศาลของเวเนซุเอลา
ตั้งแต่เดือนกันยายน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ระดมกำลังเรือจำนวนมากนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา และทำการโจมตีทางอากาศต่อเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 110 คนจากการโจมตีเรือ มีเรือถูกโจมตีกว่า 30 ลำ ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในทะเลแคริบเบียนในรอบอย่างน้อยหลายทศวรรษ โดยส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์บินใกล้กับน่านฟ้าของเวเนซุเอลา และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดของประเทศไปยังภูมิภาคนี้ การมาถึงของเรือลำนี้ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียนในรอบหลายทศวรรษ ในภารกิจ “Operation Southern Spear”
เดือนธันวาคม สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาหลังออกเดินทางจากเวเนซุเอลาด้วยน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรล ทรัมป์ยังประกาศว่าพื้นที่ซีกตะวันตกต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการทหาร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐฯ ยังถล่ม “ท่าเทียบเรือ” ในเวเนซุเอลาที่ทรัมป์อ้างว่าเป็นที่ที่ใช้ขนส่งยาเสพติดลงเรือ
ระหว่างแถลงข่าวหลังจับตัวมาดูโร ทรัมป์ประกาศใช้ “กฎมอนโร” (Monroe Doctrine แต่ทรัมป์เรียกว่า กฎดอนโร) ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา โดยย้ำว่า “อำนาจเหนือกว่าของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่มีใครตั้งคำถามอีกต่อไป”

เวเนซุเอลาส่งยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ จริงมั้ย
ทรัมป์กล่าวอ้างว่า เวเนซุเอลาเป็นเส้นทางขนส่งโคเคนที่สำคัญและเป็นต้นเหตุของวิกฤตยาเฟนทานิลในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านปราบปรามยาเสพติดกล่าวว่า เวเนซุเอลาเป็นผู้เล่นรายเล็กในขบวนการค้ายาเสพติดระดับโลก โดยทำหน้าที่เป็นประเทศทางผ่านสำหรับการลักลอบขนยาเสพติดที่ผลิตจากที่อื่น
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบียเป็นผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เชื่อกันว่าส่วนใหญ่เข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านเส้นทางอื่น ไม่ใช่ผ่านเวเนซุเอลา
จากรายงานของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ในปี 2020 คาดว่า เกือบสามในสี่ของโคเคนที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลักลอบขนส่งผ่านทางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้ามาทางเรือเร็วในทะเลแคริบเบียน และเฟนทานิลผลิตในเม็กซิโกเป็นหลักและเข้าสู่สหรัฐฯ เกือบทั้งหมดโดยทางบกผ่านชายแดนทางใต้

น้ำมันในเวเนซุเอลา
มาดูโรกล่าวหามานานแล้วว่า รัฐบาลทรัมป์พยายามโค่นล้มเขาเพื่อให้สหรัฐฯ ได้ควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยอ้างถึงคำพูดของทรัมป์หลังจากที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำแรกนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาที่บอกว่า “ผมคิดว่าเราคงจะเก็บน้ำมันไว้”
จริงอยู่ว่า เวเนซุเอลามีแหล่งสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วว่าใหญ่ที่สุดในโลก และกำไรจากภาคส่วนน้ำมันเป็นแหล่งเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การส่งออกของเวเนซุเอลาได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร การขาดการลงทุน และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดภายในบริษัทน้ำมันของรัฐที่ล่มสลาย
ปี 2023 เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 0.8% ของปริมาณทั่วโลก ตามข้อมูลของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (EIA)
ปัจจุบันเวเนซุเอลาส่งออกประมาณ 900,000 บาร์เรลต่อวัน และจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด




