ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาดูเคสของนักวิจัยเทคนิคห้องแล็บชาวรัสเซียที่เสียชีวิต ณ ศูนย์วิจัยกาฬโรคในภูมิภาคไซบีเรียอย่างใกล้ชิด
“สหรัฐฯ กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของกาฬโรคปอด (pneumonic plague) แต่ยังไม่มีเหตุให้ต้องตื่นตระหนก”
— มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ
ขณะที่ผู้ว่าการรัฐอีร์คุตสค์แถลงประกาศสาเหตุการเสียชีวิตของนักวิจัยว่า “เป็น ‘โรคปอดบวมที่ไม่ทราบสาเหตุ (pneumonia of undetermined etiology)’ และไม่พบจุลชีพที่มีความเชื่อมโยงกับงานในตัวอย่างทางชีวภาพของผู้ตาย”
มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันระบุว่า “นักวิจัยหญิงรายนี้เริ่มมีอาการป่วยหลังจากทำหลอดทดลองที่บรรจุเชื้อโรคแตก หรือไม่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่เธอลงพื้นที่ภาคสนามไปยังภูมิภาคที่พบการระบาดของโรคกาฬโรคตามธรรมชาติในกลุ่มสัตว์ป่าฟันแทะ”
เมื่อนักข่าวถามทรัมป์ว่า “สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับความเสี่ยงที่กาฬโรคอาจแพร่กระจายออกจากรัสเซีย?” ทรัมป์ก็ตอบว่า เขายังไม่ได้พูดคุยกับทางรัสเซียในประเด็นนี้ “ผมไม่อยากเห็นพวกเขาต้องเผชิญกับเรื่องแบบนั้นเลย แต่เราจะช่วย ไม่ว่าใครก็ตามที่เจอปัญหาแบบนั้น เราพร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ”
อิกอร์ ค็อบเซฟ ผู้ว่าการรัฐอีร์คุตสค์ กล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก ‘Rospotrebnadzor’ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคและดูแลด้านสุขภาพของรัสเซียว่า “นับตั้งแต่นักวิจัยเทคนิคห้องแล็บรายนี้เสียชีวิตลง ก็ยังไม่มีรายงานพบนักวิจัยคนอื่นๆ จากสถาบันวิจัยกาฬโรคแห่งนี้เข้ารับการรักษาพยาบาลเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทีมความปลอดภัยทางชีวภาพได้เข้าตรวจสอบสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งไซบีเรียและฟาร์อีสต์ในเมืองอีร์คุตสค์แล้ว และไม่พบสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ ภายในสถาบันดังกล่าว”
ด้าน ดมีตรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ได้เรียกร้องให้ประชาชน ‘อย่าไปหลงเชื่อข่าวลือต่างๆ’ แต่ขอให้เชื่อมั่นในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานควบคุมโรค ‘Rospotrebnadzor’ ของรัสเซียแทน
ขณะเดียวกัน สื่อของรัสเซียก็รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “มีประชาชนเกือบ 200 คน ที่ทราบว่ามีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักวิจัยคนดังกล่าว กำลังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังทางการแพทย์เพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า”
สื่อรัสเซียระบุว่า “เจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตรายนี้ชื่อ ‘ดาเรีย’ อายุประมาณยี่สิบปลายๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้เธอเพิ่งเดินทางไปยังภูมิภาคบูรียาตียา เขตชายแดนติดกับประเทศมองโกเลีย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งธรรมชาติที่พบเชื้อแบคทีเรียกาฬโรค (Yersinia pestis) อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะอย่าง ‘ตัวมาร์มอต’ โดยเชื้อชนิดนี้คือตัวการของโรคร้ายที่เคยคร่าชีวิตประชากรยุโรปไปถึงครึ่งหนึ่งในศตวรรษที่ 14 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กาฬโรคระบาดครั้งใหญ่’ (Black Death)
“สาเหตุที่ทุกคนกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเพราะ ‘กาฬโรคปอด’ สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่าย และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เชื้อแบคทีเรีย ‘Yersinia pestis’ นี้ก็เกือบจะส่งผลให้เสียชีวิตได้เสมอ...อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยังสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ”
— ดร.ไซมอน คลาร์ก รองศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาของเซลล์จากมหาวิทยาลัยเรดดิง อธิบาย
ขณะที่หน่วยงานควบคุมโรคและสุขอนามัยของรัสเซียเปิดเผยว่า “กลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดที่เคยติดต่อกับนักวิจัยที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมปริศนาในแคว้นอีร์คุตสค์นั้น ได้รับการวินิจฉัยว่า ‘ติดเชื้อโควิด-19 (Covid) และเชื้อไรโนไวรัส (rhinovirus หรือไวรัสไข้หวัดธรรมดา)’”
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย และผู้ติดเชื้อไรโนไวรัสอีก 2 ราย แต่ไม่ตรวจพบเชื้อก่อโรคติดต่อชนิดอื่นๆ ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมดเลย” แถลงการณ์ระบุ
ประเทศไหน...ที่เริ่มคุมเข้มพรมแดนไปแล้วบ้าง
4 ประเทศในกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต ได้ประกาศเริ่มมาตรการคุมเข้มและเฝ้าระวังบริเวณชายแดนที่ติดกับรัสเซียอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อกาฬโรคปอด
- คาซัคสถาน ซึ่งมีพรมแดนทางบกยาวกว่า 7,644 กิโลเมตร (4,750 ไมล์) ติดกับรัสเซีย ได้สั่งเพิ่มมาตรการควบคุมด้านสุขอนามัยและการกักกัน ณ จุดผ่านแดนของรัฐทันที
- คีร์กีซสถาน แม้จะไม่มีพรมแดนติดกับรัสเซียโดยตรง แต่อยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง ทางการจึงสั่งยกระดับการตรวจตราและเริ่มมาตรการควบคุมการกักกันโรคที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง
- อุซเบกิสถาน ประกาศเพิ่มระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคัดกรองโรคติดต่อร้ายแรงบริเวณชายแดน
- ทาจิกิสถาน เป็นหนึ่งใน 4 ชาติที่ประกาศมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมจัดตั้งศูนย์กักกันโรคและยกระดับขีดความสามารถในการตรวจวินิจฉัยโรคตามพรมแดน
(Photo by Shutterstock / PowerUp)





