เชื้อไวรัสรั่วไหลจากห้องทดลองในไซบีเรีย เจ้าหน้าที่ติดเชื้อเสียชีวิต 1 สงสัยติดกาฬโรค รัสเซียสั่งปิดโรงพยาบาล-กักตัว 200 คน

5 ต.ค. 2569 - 14:57

  •  เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตทำหลอดทดลองที่บรรจุเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคกาฬโรคแตกโดยอุบัติเหตุ

  • หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัสเซียระบุว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวป่วยด้วยโรค “ปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ”

  • เกิดความกังวลว่าจะมีเชื้อโรคร้ายแรงการระบาดในพื้นที่

เชื้อไวรัสรั่วไหลจากห้องทดลองในไซบีเรีย เจ้าหน้าที่ติดเชื้อเสียชีวิต 1 สงสัยติดกาฬโรค รัสเซียสั่งปิดโรงพยาบาล-กักตัว 200 คน

หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียดำเนินมาตรการกักกันพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อรับมือกับกรณีนักไวรัสวิทยาในห้องปฏิบัติการในไซบีเรียติดเชื้อและเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบรุนแรงอย่างรวดเร็ว หลังเกิดอุบัติเหตุทำหลอดทดลองบรรจุเชื้อแบคทีเรียแตก จนเกิดความกังวลว่าจะมีเชื้อโรคร้ายแรงการระบาดในพื้นที่

สำนักข่าว Moscow Times ของรัสเซียรายงานว่า นักไวรัสวิทยาที่เสียชีวิตคือ ดาเรีย ชิปิโลวา วัย 28 ปี เธอเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันโรคกาฬโรคในเมืองเชเลคอฟใกล้กับเมืองอีร์คุตสก์ทางตอนใต้ของไซบีเรีย โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยเชื้อก่อโรคอันตราย

ข้อมูลหลักจากเพื่อนร่วมงานและสื่ออิสระระบุว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน ขณะที่เธอกำลังปฏิบัติงานกับเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตในห้องปฏิบัติการ เธอทำหลอดทดลองที่บรรจุเชื้อแบคทีเรียอันตราย Yersinia pestis (เชื้อกาฬโรค) แตกโดยอุบัติเหตุ

ชิปิโลวาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองเชเลคอฟเมื่อวันที่ 29 กันยายน ด้วยอาการปอดอักเสบขั้นรุนแรง รายงานระบุว่า เธอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและเสียชีวิตในห้องไอซียูเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม

ภายหลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จำกัดการเปิดเผยข้อมูลในช่วงแรก โดยในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ทางการในภูมิภาคอีร์คุตสก์และผู้ว่าการ อิกอร์ คอบเซฟ ต่างหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “กาฬโรค” ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม คอบเซฟได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็น “การติดเชื้อที่อันตรายเป็นพิเศษ” และระบุว่า “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด” อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมา ทางการเมืองไบคาลสก์ประกาศเตือนประชาชนไม่ให้เดินทางไปยังเมืองเชเลคอฟเนื่องจากมีการระบาดของกาฬโรค แต่กลับลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ความไม่ชัดเจนดังกล่าวโหมกระพือความตื่นตระหนกบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในเมืองอีร์คุตสก์และพื้นที่ใกล้เคียง

ในเวลาต่อมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัสเซียระบุว่า ชิปิโลวาป่วยด้วยโรค “ปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ” และผลการตรวจเพิ่มเติมไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับงานของเธอ แต่สื่อรัสเซียรายงานว่า ชิปิโลวาอาจติดเชื้อกาฬโรคปอด

หลังการเสียชีวิตของชิปิลา ทางการรัสเซียสั่งกักกันโรคในสถานพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ รวมทั้งโรงพยาบาลสำหรับแม่และเด็กแห่งหนึ่งของเมือง และนำตัวผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับชิปิโลวาเกือบ 200 คนมาอยู่ภายใต้การสังเกตอาการทางการแพทย์ โดย อิกอร์ คอบเซฟ ผู้ว่าการเมืองอีร์คุตสก์เผยว่า ผู้ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังไม่แสดงอาการเจ็บป่วยและมีผลตรวจเป็นลบ

โรงงานผลิตอะลูมิเนียมแห่งหนึ่งในเมืองเชเลคอฟซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับห้องปฏิบัติการดังกล่าวออกคำสั่งให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไว้ก่อน เช่นเดียวกับประชาชนในเมืองที่สวมทั้งชุดป้องกัน หน้ากากอนามัย และถุงมือ

เกนเนดี โอนิชเชนโก อดีตหัวหน้า Rospotrebnadzor ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภคของรัสเซียเผยว่า การติดเชื้อที่ภูมิภาคอีร์คุตสก์ “ไม่น่าจะเป็นโรคระบาด แต่ถึงแม้จะได้รับการยืนยัน ก็จะไม่ทำให้โรคนี้แพร่กระจาย” โอนิชเชนโกยังเผยกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า การเริ่มเข้าสู่สภาพอากาศหนาวเย็นน่าจะช่วยยับยั้งการแพร่เชื้อได้

ขณะที่ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยกับสำนักข่าว CNN ว่า กระทรวงทราบถึงความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคกาฬโรคปอดในรัสเซียแล้ว และกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) และว่า “รายละเอียดหลายประการยังไม่ได้รับการยืนยัน เราขอเรียกร้องให้ทางการรัสเซียแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วและเปิดเผย”

ทั้งนี้ โรคกาฬโรคปอดเป็น 1 ใน 3 ชนิดของโรคกาฬโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis โดยอีก 2 ชนิดแพร่กระจายโดยการสัมผัสกับหมัด สัตว์ หรือเนื้อเยื่อที่มีเชื้อ แต่กาฬโรคปอด (pneumonic plague) สามารถแพร่จากคนสู่คนได้อย่างง่ายดายผ่านทางละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจ

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคกาฬโรคปอดจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และเกิดภาวะปอดอักเสบอย่างรวดเร็ว โดยมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ และในบางกรณีอาจมีเสมหะปนเลือดหรือเสมหะเหลวใสออกมาด้วย

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า แม้โรคกาฬโรคจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้ง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อ

Photo by GUILLERMO ARIAS / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์