นับถอยหลัง 25 ปี! 6 มหานครโลกเสี่ยง ‘จมใต้บาดาล’ ถาวรภายในปี 2050 กรุงเทพฯ โผล่อันดับ 4

2 ต.ค. 2569 - 20:48

  • มหานครใหญ่ทั่วโลกที่มีประชากรรวมกันนับร้อยล้านคน กำลังค่อย ๆ จมหายลงไปใต้ดินทุกวัน

  • ในตอนนี้ หลายๆ เมืองใหญ่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือการ ‘นับถอยหลังสู่การเป็นเมืองใต้บาดาล’

  • “นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น แต่ภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 25 ปีข้างหน้า เมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรือง ตั้งแต่จาการ์ตา เม็กซิโกซิตี้ โฮจิมินห์ รวมถึงกรุงเทพฯ อาจถูกกลืนหายไปจากแผนที่โลกอย่างถาวร” นักวิทยาศาสตร์ เตือน

นับถอยหลัง 25 ปี! 6 มหานครโลกเสี่ยง ‘จมใต้บาดาล’ ถาวรภายในปี 2050 กรุงเทพฯ โผล่อันดับ 4

มหานครใหญ่ทั่วโลกที่มีประชากรรวมกันนับร้อยล้านคน กำลังค่อย ๆ จมหายลงไปใต้ดินทุกวัน และในตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือการ ‘นับถอยหลังสู่การเป็นเมืองใต้บาดาล’ 

“นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น แต่ภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 25 ปีข้างหน้า เมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรือง ตั้งแต่จาการ์ตา เม็กซิโกซิตี้ โฮจิมินห์ รวมถึงกรุงเทพฯ อาจถูกกลืนหายไปจากแผนที่โลกอย่างถาวร”

— ข้อมูลวิจัยล่าสุดจากดาวเทียมและนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเตือน 

1.) จาการ์ตา, อินโดนีเซีย : เมืองหลวงที่กำลัง ‘จมเร็ว’ ที่สุดในโลก 

(Photo by ADEK BERRY / AFP)
(Photo by ADEK BERRY / AFP)

กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดฯ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 10 ล้านคน (และสูงถึง 42 ล้านคนในเขตปริมณฑล) กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ โดยข้อมูลล่าสุดจากภาพถ่ายดาวเทียมและสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้จัดอันดับให้มหานครแห่งนี้เป็น ‘เมืองที่กำลังจมลงสู่ใต้บาดาลเร็วที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1’

ปัจจุบันพื้นที่กว่า 40% ของเมืองได้ทรุดตัวลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะในเขตจาการ์ตาเหนือที่มีการทรุดตัววิกฤติที่สุดเฉลี่ยถึง 11–25 เซนติเมตรต่อปี ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“หากสถานการณ์นี้ยังคงถูกละเลยโดยไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พื้นที่ส่วนใหญ่ของมหานครแห่งนี้อาจต้องจมอยู่ใต้น้ำอย่างสมบูรณ์แบบภายในปี 2050”

— นักวิจัยทั่วโลกออกมาเตือน

แม้ว่าจาการ์ตาจะมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการเกิดอุทกภัยเนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ดินเหนียวป่าชายเลน มีชายฝั่งติดทะเลชวา และมีแม่น้ำไหลผ่านตัวเมืองถึง 13 สาย แต่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบว่า “ปัจจัยเร่งที่ทำให้เมืองจมลงอย่างรวดเร็วไม่ได้มาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพราะภาวะโลกร้อนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิกฤติตึกสูงและแรงกดดันทางประชากรที่ลักลอบสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ เนื่องจากระบบประปาของรัฐยังเข้าไม่ถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ ดินชั้นใต้ดินจึงกลวงและยุบตัวลงเรื่อย ๆ”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข หากรัฐบาลสามารถเร่งขยายโครงข่ายน้ำประปาให้ครอบคลุม 100% เพื่อยุติการขุดเจาะน้ำบาดาลได้ทันเวลา ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างกำแพงกั้นทะเลยักษ์ และแผนการย้ายเมืองหลวงไปยัง ‘กรุงนูซันตารา’ (Nusantara) บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งมีกำหนดการส่งมอบศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างเป็นทางการภายในปี 2028 เพื่อลดความหนาแน่นและกู้คืนพื้นที่จาการ์ตาไม่ให้หายไปจากแผนที่โลก

2.) เม็กซิโกซิตี้, เม็กซิโก : มหานคร ‘ฟองน้ำแห้ง’ 

(Photo by Yuri CORTEZ / AFP)
(Photo by Yuri CORTEZ / AFP)

วิกฤตผืนดินทรุดตัวของกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ได้รับการบันทึกว่าเป็น ‘หนึ่งในปรากฏการณ์แผ่นดินยุบตัวที่รุนแรงและเร็วที่สุดในโลกในเชิงกายภาพ’ 

“ในปัจจุบันบางพื้นที่ของเมือง เช่น เขตอิซตาปาลาปา และพื้นที่รอบสนามบินนานาชาติ ทรุดตัวฮวบลงสูงถึง 30–50 เซนติเมตรต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 2 เซนติเมตรในทุกๆ เดือน” ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจชั้นสูง NISAR ระบุ 

รากเหง้าของปัญหานี้ต้องย้อนกลับไปหลายร้อยปีในเชิงประวัติศาสตร์และธรณีวิทยา เดิมทีผังเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นทับบนอดีต ‘ทะเลสาบเท็กซ์โกโก’ (Lake Texcoco) ซึ่งเป็นระบบทะเลสาบโบราณอันเป็นที่ตั้งของอาณาจักรแอซเท็ก 

เมื่อมีการระบายน้ำออกจากทะเลสาบเพื่อสร้างเมือง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ใต้เท้าของประชากรในปัจจุบันคือ ‘ชั้นดินเหนียวอ่อนที่อุ้มน้ำไว้มหาศาลและมีความหนากว่า 100 เมตร’ ทว่าเมื่อมหานครแห่งนี้ขยายตัวจนมีประชากรหนาแน่นกว่า 22 ล้านคน ความต้องการใช้น้ำจึงพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องเจาะและสูบน้ำบาดาลจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินขึ้นมาบริโภคเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของเมือง  

เมื่อน้ำที่เคยช่วยพยุงแรงดันใต้ดินถูกสูบออกไปอย่างต่อเนื่อง เม็ดแร่และโมเลกุลในชั้นดินเหนียวจึงสูญเสียน้ำอย่างถาวร เกิดกระบวนการบดอัดแน่นตามธรรมชาติ ดินแห้ง แฟบ และยุบตัวลงคล้ายกับฟองน้ำที่แห้งกรัง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ‘กระบวนการทรุดตัวนี้เป็นแบบ ‘ผันกลับไม่ได้’ ต่อให้หยุดสูบน้ำ หรือเติมน้ำกลับเข้าไป ชั้นดินเหนียวนี้ก็ไม่สามารถฟื้นตัว หรือเด้งกลับขึ้นมาได้อีกแล้ว  

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ “แผ่นดินของแต่ละเขตทรุดตัวลงลึกไม่เท่ากัน ส่งผลให้สิ่งก่อสร้างและตึกโบราณอายุนับร้อยปีในใจกลางเมืองเอียงจนรัฐบาลต้องนำคานเหล็กยักษ์ไปช่วยค้ำยันไว้ไม่ให้ถล่ม นอกจากนี้ แรงบิดจากการทรุดตัวของแผ่นดินยังทำให้ท่อน้ำประปาใต้ดินแตกหักเสียหาย จนน้ำรั่วไหลทิ้งและนำไปสู่วิกฤตขาดแคลนน้ำซ้ำเติมชาวเมือง”  

นักวิจัยคาดการณ์ว่า

“แม้จะหยุดสูบน้ำบาดาลในวันนี้ แต่ชั้นดินเหนียวใต้เมืองจะยังคงยุบตัวและอัดแน่นตัวเองต่อไปอีกราว 150 ปี ซึ่งอาจทำให้เมืองทรุดต่ำลงไปอีกถึง 30 เมตรในอนาคต” 

3.) โฮจิมินห์ซิตี้, เวียดนาม : อู่ข้าวอู่น้ำลุ่มต่ำ 

(Photo by Nhac NGUYEN / AFP)
(Photo by Nhac NGUYEN / AFP)

‘นครโฮจิมินห์’ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง กำลังเผชิญกับปัญหาแผ่นดินทรุดตัวเร็วกว่าระดับน้ำทะเลหนุนถึง 4 เท่า เนื่องจากการเติบโตของเมืองและการสูบน้ำบาดาล ส่งผลให้เมืองแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่แผ่นดิน ‘ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก’ 

“ในระหว่างปี 2006-2020 ระดับพื้นดินของเมืองลดต่ำลงเฉลี่ย 2–5 เซนติเมตรต่อปี ยิ่งไปกว่านั้นในบางพื้นที่ที่เป็นดินอ่อน หรือมีอาคารพาณิชย์หนาแน่น แผ่นดินกลับทรุดตัวเร็วยิ่งกว่า โดยทรุดลงสูงถึง 7–8 เซนติเมตรต่อปี”

— งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ 

ผลการสำรวจล่าสุดจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เผยว่า “นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา แผ่นดินที่ทรุดตัวสะสมมีระยะรวมแล้วประมาณ 1 เมตร โดยอัตราการทรุดตัวของแผ่นดินนี้รวดเร็วเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี” 

สถาบันวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ ‘Climate Central’ คาดการณ์สถานการณ์ล่าสุดว่า “พื้นที่ทางตอนใต้และเขตเศรษฐกิจราว 20% ของเมืองอาจจมน้ำอย่างถาวรภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและประชากรหลายล้านคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

วิกฤตครั้งนี้จัดเป็นปัญหาแบบ ‘โชคชะตาสองเด้ง’ (Double Whammy) เนื่องจากเมืองไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาภัยธรรมชาติจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นเฉลี่ย 1 เซนติเมตรต่อปีเท่านั้น แต่แผ่นดินของเมืองกลับกำลังมุดตัวลงต่ำเร็วกว่าน้ำทะเลที่เอ่อขึ้นมาถึง 2–5 เท่า จากผลพวงของการสูบน้ำบาดาลและการสร้างอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ที่กดทับชั้นดินเหนียวอ่อน 

สภาพของเมืองในปัจจุบันจึงไม่ต่างจาก ‘แอ่งกระทะ’ ที่รอวันจมน้ำ ประกอบกับระบบระบายน้ำส่วนใหญ่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานเก่าแก่ที่ถูกวางรากฐานไว้ตั้งแต่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับประชากรเพียง 2 ล้านคน แตกต่างจากปัจจุบันที่เมืองเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีประชากรหนาแน่นเกือบ 9 ล้านคน ทำให้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำในปัจจุบันได้อีกต่อไป 

ความเสียหายนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมหลักทางตอนใต้ของเมืองหลวง แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงทางอาหารของเวียดนาม เนื่องจากนครโฮจิมินห์คือประตูด่านสำคัญที่เชื่อมต่อกับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นอู่อารยธรรมทางเกษตรกรรมและการผลิตข้าวที่เลี้ยงปากท้องคนทั้งประเทศ 

ต่อให้ตัวเมืองโฮจิมินห์จะท่วมแค่บางส่วน แต่ระบบน้ำเค็มที่หนุนสูงขึ้นจะทำลายทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำจืด และพื้นที่ทำกินของคนเกือบทั้งเวียดนามตอนใต้ จนทำให้คนนับสิบล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศ อยู่ต่อไม่ได้ 

4.) กรุงเทพฯ, ไทย : เมืองแอ่งกระทะแห่งอ่าวไทย 

these-major-cities-are-sinking-faster-than-sea-levels-are-rising-SPACEBAR-Photo04.jpg

กรุงเทพฯ ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงจมน้ำและได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด เนื่องจากตัวเมืองมีกายภาพเป็น ‘แอ่งกระทะ’ ที่ตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนหนาประมาณ 20–30 เมตร ซึ่งเดิมทีมีคุณสมบัติอุ้มน้ำและยุบตัวได้ง่าย 

ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่สูงพ้นระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ยเพียงแค่ 1-1.5 เมตรเท่านั้น และบางจุดทรุดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปแล้ว อีกทั้งสถานการณ์นี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยน้ำหนักมหาศาลของตึกระฟ้าและสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตที่กดทับชั้นดินให้ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับผลกระทบสะสมจากการสูบน้ำบาดาลอย่างหนักในอดีต 

ยิ่งไปกว่านั้น กรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทยจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลเอ่อสูงขึ้นเฉลี่ย 3–5 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งเมื่อเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงสุด ดันย้อนเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงกว่าพื้นดินของเมือง จนไม่สามารถเปิดประตูระบายน้ำฝนออกสู่ทะเลตามธรรมชาติได้ 

และหากเกิดฝนตกหนักเฉียบพลันพร้อมกับช่วงน้ำหนุน กรุงเทพฯ จะกลายสภาพเป็นแอ่งรองรับน้ำขังทันที ซึ่งนักวิชาการเตือนว่า “ถ้าไม่มีการสร้างระบบป้องกันชายฝั่งระดับเมกะโปรเจกต์ พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและปริมณฑลอาจเสี่ยงเผชิญภัยน้ำท่วมอย่างถาวรในอนาคตอันใกล้...ภายในปี 2050 กรุงเทพฯ จะกลายสภาพเป็น ‘แอ่งกระทะ’ ที่ต้องพึ่งพาระบบปั๊มน้ำตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้เมืองจม” 

5.) มะนิลา, ฟิลิปปินส์ : ปราการด่านแรกแปซิฟิก 

(Photo by Jam STA ROSA / AFP)
(Photo by Jam STA ROSA / AFP)

กรุงมะนิลาและเขตมหานครโดยรอบกำลังตกอยู่ในภาวะจำยอมทางสิ่งแวดล้อมที่น่ากลัวไม่แพ้เมืองอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานจากภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจชั้นดิน ‘InSAR’ และรายงานจากสถานบันสิ่งแวดล้อมระดับโลก ‘Earth.Org’ ยืนยันว่า “พื้นที่บางส่วนของมะนิลาและจังหวัดชายฝั่งใกล้เคียงอย่างบูลาคัน มีอัตราการทรุดตัวลงของแผ่นดินรุนแรงถึง 4–11 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งเป็นความเร็วที่เร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของน้ำทะเลทั่วโลกที่สูงขึ้นถึงเกือบ 10 เท่าตัว” 

รากเหง้าของวิกฤตการณ์การทรุดตัวในมะนิลาเกิดจาก ‘วงจรอุบาทว์ด้านการจัดการน้ำ’ เมื่อระบบประปาของรัฐไม่สามารถรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนต้องลักลอบสูบน้ำบาดาลปริมาณมาก ซึ่งทำให้ชั้นหินอุ้มน้ำแห้งขอดและแผ่นดินทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว 

ผืนดินที่ทรุดตัวได้สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินและท่อประปา ทำให้การขยายระบบประปาใหม่เป็นไปไม่ได้ และบีบให้ผู้คนต้องพึ่งพาน้ำบาดาลซ้ำซ้อนจนเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เมืองจมลงอย่างต่อเนื่อง 

ซ้ำร้ายกว่านั้น ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของมะนิลายังเปรียบเสมือน ‘ปราการด่านแรกของมหาสมุทรแปซิฟิก’ ที่ต้องรับศึกหนักจากพายุไต้ฝุ่นเฉลี่ยสูงถึงปีละ 20 ลูก อีกทั้งสภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่เพิ่มความรุนแรงและปริมาณน้ำฝนของพายุให้มหาศาลกว่าในอดีต 

เมื่อพายุใหญ่เคลื่อนตัวผ่านอ่าวมะนิลา จะเกิดปรากฏการณ์ ‘คลื่นพายุหนุนซัดชายฝั่ง’ (Storm Surge) หนุนทะลักเข้ามากลืนกินบ้านเรือน ปัจจุบันหลายชุมชนชายฝั่งต้องเผชิญสภาวะน้ำทะเลหนุนท่วมเข้าบ้านทุกวันตามวงจรน้ำขึ้น-น้ำลง แม้ในวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้เงาฝน 

“หากรัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถหยุดยั้งการสูบน้ำบาดาลอย่างเด็ดขาดและเร่งสร้างปราการกั้นน้ำที่มีประสิทธิภาพภายในปี 2050 พื้นที่ชุมชนแออัดริมชายฝั่งและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบจะถูกกลืนหายไปใต้ท้องทะเลอย่างถาวร”

— นักวิทยาศาสตร์ เตือน 

6.) นิวออร์ลีนส์, รัฐลุยเซียนาของสหรัฐฯ : มหานครก้นกระทะ 

(Photo by Brandon Bell / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
(Photo by Brandon Bell / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ของสหรัฐฯ เป็นมหานครที่มีความเปราะบางทางกายภาพแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีระดับดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเลหนุนอยู่แล้วตั้งแต่แรก โดยภูมิประเทศมีลักษณะคล้าย ‘แอ่งกระจาด’ หรือ ‘กระทะยักษ์’ ที่โอบล้อมด้วยน้ำ ทั้งแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบพอนชาร์เทรน และอ่าวเม็กซิโก 

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจของ NASA ยังระบุด้วยว่า

“ผืนดินเหนียวที่รองรับเมืองนี้กำลังทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยสูงถึง 5 เซนติเมตรต่อปี จากการสร้างเขื่อนต้นน้ำที่บิดเบือนทิศทางตะกอนธรรมชาติ และการขุดเจาะเอาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ตลอดหลายทศวรรษ” 

ในอดีต นิวออร์ลีนส์รอดพ้นจากน้ำท่วมมาได้ด้วยแนวกำแพงและคันกั้นน้ำขนาดยักษ์ที่สร้างล้อมรอบเมืองไว้ ทว่าระบบเก่านี้ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากพายุฮอร์ริเคนแคทรีนาเมื่อปี 2005 แม้ต่อมารัฐบาลสหรัฐฯ จะทุ่มเงินสร้างระบบกำแพงกั้นน้ำชุดใหม่เอี่ยมจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2018 แต่ในปัจจุบัน สภาวะโลกร้อนที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับผืนดินที่ทรุดต่ำลงทุกวัน กำลังทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าระบบใหม่นี้ก็อาจจะต้านทานไม่ไหวเมื่อถึงปี 2050 

ยิ่งแผ่นดินของเมืองทรุดต่ำลงไปเท่าไหร่ กำแพงกั้นน้ำก็ยิ่งต้องรับแรงดันมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น ภายในปี 2050 หากพายุกระหน่ำซ้ำเติมจนระบบคันกั้นน้ำพังทลาย มหานครแห่งนี้จะกลายสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ถาวรที่ไม่อาจกู้คืนกลับมาได้อีกเลย 

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์