หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ในตะวันออกกลาง 2 คนว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านร่วมกันอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้
เจ้าหน้าที่จากตะวันออกกลาง 2 คน ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติการเผยว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังเตรียมการอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นการเตรียมการครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการหยุดยิง เพื่อรับมือกับการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้
The New York Times รายงานอีกว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังวางแผนรับมือความเป็นไปได้ที่ปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งถูกระงับไปเมื่อทรัมป์ประกาศหยุดยิงเมื่อเดือนที่แล้ว อาจจะกลับมาเริ่มอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม้ว่าจะใช้ชื่อใหม่ก็ตาม
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเผยกับสมาชิกรัฐสภาในระหว่างการให้การต่อสภาในสัปดาห์นี้ว่า “เรามีแผนที่จะยกระดับปฏิบัติการหากจำเป็น” และว่า มีแผนที่จะถอนกำลังทหารกว่า 50,000 นายที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางในขณะนี้ กลับสู่การประจำการตามปกติเช่นกัน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า หากทรัมป์ตัดสินใจกลับมาโจมตีอิหร่าน สหรัฐฯ มีหลายตัวเลือก อาทิ การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน อีกตั้งเลือกหนึ่งคือ ส่งกองกำลังปฏิบัติการพิเศษลงภาคพื้นดินเพื่อเข้าไปขนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินในโรงงานนิวเคลียร์อิสฟาฮานออกมา โดยทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษหลายร้อยนายถูกส่งตัวไปตะวันออกกลางเมื่อเดือนมีนาคมก็เพื่อจุดประสงค์นี้
แต่ปฏิบัติการนี้ต้องใช้กองกำลังสนับสนุนหลายพันนาย ซึ่งอาจจะต้องจัดตั้งแนวป้องกันและอาจถูกดึงเข้าสู่การปะทะกับทหารอิหร่านได้ เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับว่า ตัวเลือกนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็บอกว่า กำลังเตรียมพร้อมรับมือการกลับมาของศัตรู
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ว่า “กองทัพของเราพร้อมที่จะตอบโต้การรุกรานใดๆ อย่างสมควร การวางแผนและตัดสินใจที่ผิดพลาดจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดเสมอ ทั่วโลกเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เราเตรียมพร้อมสำหรับทุกทางเลือก พวกเขาจะต้องประหลาดใจ”
นับตั้งแต่เริ่มมีการหยุดยิง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนและผู้นำทางทหารเผยว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ช่วงเวลาหยุดยิงนานหนึ่งเดือนนี้ในการเสริมกำลังเรือรบและเครื่องบินโจมตีในตะวันออกกลาง
ในการแถลงข่าวที่เพนตากอนเมื่อวันที่ 5 พ.ค. พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมเผยว่า ทหารกว่า 50,000 นาย เรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือพิฆาตของกองทัพเรือกว่า 12 ลำ และเครื่องบินรบอีกหลายสิบลำ “ยังคงพร้อมที่จะกลับมาปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ต่ออิหร่านหากได้รับคำสั่ง ฝ่ายตรงข้ามไม่ควรเข้าใจผิดว่าการที่เราระงับการกระทำในขณะนี้หมายถึงการขาดความเด็ดขาด”
แต่เจ้าหน้าที่ทหารยอมรับเป็นการส่วนตัวว่า การเอาชนะอาจเป็นเรื่องยาก พวกเขาบอกว่า กองทัพสหรัฐฯ ทำได้ดีในการโจมตีเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน คลังเก็บกระสุนของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารอื่นๆ แต่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านสามารถเข้าถึงถึงฐานยิงขีปนาวุธ แท่นยิง และสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดินส่วนใหญ่ได้แล้ว
นอกจากนี้ อิหร่านยังได้กลับมาใช้งานฐานยิงขีปนาวุธ 30 แห่งจากทั้งหมด 33 แห่งที่ประจำการอยู่ตามช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อเรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่แล่นผ่านช่องแคบนี้
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ทหารนาวิกโยธินประมาณ 5,000 นาย และทหารพลร่มประมาณ 2,000 นาย จากกองพลทหารราบที่ 82 ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษของกองทัพบก กำลังอยู่ในภูมิภาคนี้เพื่อรอคำสั่ง กองกำลังเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในความพยายามเข้าถึงวัสดุนิวเคลียร์ของอิหร่านที่โรงงานนิวเคลียร์อิสฟาฮาน รวมถึงการรักษาความปลอดภัยโดยรอบเพื่อปกป้องหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไป หากปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการอนุมัติ
นอกจากนี้ กองกำลังเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในการยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน แม้ว่ากองทัพจะต้องมีกำลังพลมากกว่านี้เพื่อรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้
Photo by JOE RAEDLE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP





